หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันศุกร์ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2553

“อยุธยา Creative City เมืองสร้างสรรค์” เป็นแนวทางหนึ่งในหลายๆทางที่ควรทำได้ดี เพราะมี“ทุนทางวัฒนธรรม”ตุนไว้มาก แม้จะถูกทำลายไปไม่น้อยโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์เพราะขาดความเข้าใจ

เมืองสร้างสรรค์เป็นยังไง?  มียังไง? ขอแนะนำให้อ่านบทความพิเศษเรื่อง Creative City เรื่องราวของการบ่มเพาะความคิดสร้างสรรค์ วัฒนธรรม และเมือง ของ อภิสิทธิ์ ไล่สัตรูไกล ผู้อำนวยการศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) พิมพ์ใน มติชนสุดสัปดาห์ (12-18 มีนาคม 2553 หน้า 20-21) จะขอคัดตอนหนึ่งมาให้อ่านก่อนตรงนี้ดังนี้

“องค์การยูเนสโกได้ตั้งข้อกำหนดของเมืองที่จะได้รับการจัดให้เป็น Creative City Network ไว้ ว่าจะต้องประกอบด้วยกิจกรรมที่จะสร้างความคิดสร้างสรรค์ ผ่านภาพยนตร์ (Cinema) ดนตรี (Music) งานศิลปหัตถกรรม (Crafts and Folk art) อุตสาหกรรมด้านการออกแบบ (Design) งานสื่อศิลปะ (Media Art) งานเขียนและวรรณกรรม (Literature) และศิลปวัฒนธรรมการบริโภค (Gastronomy)

กิจกรรมที่เกิดขึ้น ต้องเต็มไปด้วยคุณภาพและปริมาณ นั่นคือ มีองค์ความรู้และคุณสมบัติที่พิเศษเป็นเอกลักษณ์ของเมือง มีความเป็นมาทางประวัติศาสตร์และสะท้อนถึงรากฐานทางวัฒนธรรม พร้อมทั้งมีความถี่ของกิจกรรมมากพอในการนำพาให้ผู้คนมารวมตัวกัน และก่อให้เกิดความเชื่อมโยงระหว่างคนกับเมืองอย่างสม่ำเสมอ”

อยุธยามีความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ยาวนานมาก สะท้อนให้เห็นรากฐานทางสังคมวัฒนธรรมสืบเนื่องจากยุคสุวรรณภูมิไม่น้อยกว่า 2,500 ปีมาแล้ว

แต่ยังขาดกิจกรรมทางปัญญาสม่ำเสมอเพื่อดึงดูดผู้คนให้เข้ามาอยุธยาเพื่อรับแบ่งปันความรู้และความรัก

อยุธยาจะเป็นเมืองสร้างสรรค์ได้ก็ต้องสร้างบรรยากาศให้เอื้อต่องานสร้างสรรค์ คุณอภิสิทธิ์เขียนอธิบายไว้ดีที่สุดแล้ว จะขอคัดมาให้อ่านกันแต่ย่อๆต่อไปอีก ถ้าจะเข้าใจได้จริงต้องอ่านฉบับเต็มทั้งหมดในมติชนสุดสัปดาห์

“ต้องเป็นเมืองที่มีความเปิดกว้างทางความคิด, มีสถานที่ที่เปิดโอกาสให้มีการเรียนรู้, และมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่เอื้อให้เกิดกระบวนการใช้ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรมในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการประกอบธุรกิจทั้งในแหล่งเมืองและผ่านเครือข่ายทั่วโลก

ตลอดจนการมีสภาพแวดล้อมที่ดึงดูดให้ผู้ประกอบการสร้างสรรค์และนักคิดจากแหล่งต่างๆมาแสวงหาแรงบันดาลใจในการพัฒนาผลงาน การอยู่อาศัย และประกอบธุรกิจร่วมกัน

ผู้นำของเมืองและประเทศยังต้องมีวิสัยทัศน์ที่จะเข้าใจถึงกระบวนการสร้างเมืองให้มีภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเกิดความคิดสร้างสรรค์ การประกอบธุรกิจและการอยู่อาศัย รวมถึงการส่งเสริมวัฒนธรรมท้องถิ่นให้เป็นรากฐานของการสร้างแรงบันดาลใจและความคิดสร้างสรรค์”

“การพัฒนาสู่การเป็น Creative City ไม่ใช่เรื่องของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่จำกัดอยู่เฉพาะในแวดวงอุตสาหกรรมความคิดสร้างสรรค์เท่านั้น แต่เป็นการพัฒนาที่เกื้อหนุนกันระหว่างเจ้าของพื้นที่ผู้คนในชุมชน เจ้าของกิจการทั้งนอกและในพื้นที่ ผู้ผลิตสินค้าและบริการ รวมถึงนักท่องเที่ยว

โดยมีภาครัฐทำหน้าที่อำนวยความสะดวกด้านโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสม ทั้งการคมนาคมขนส่ง ระบบโทรศัพท์คู่สาย ระบบอินเตอร์เน็ต สถานพยาบาล ระบบไปรษณีย์

และก้าวข้ามไปถึงการสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญา เช่น ห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ ศูนย์ความรู้เฉพาะทาง และห้องแล็บมาตรฐานที่จะช่วยยกระดับมาตรฐานสินค้าของผู้ประกอบการ”

“ปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนและเมืองบนสิ่งแวดล้อมที่เอื้ออำนวยเหล่านี้ จะทำให้เมืองมีแรงดึงดูดและเป็นสถานที่ที่เปิดกว้างสำหรับคนต่างถิ่นได้เข้ามาอาศัยร่วมกันอย่างกลมกลืน กลายเป็นเมืองที่มีความลื่นไหลทางวัฒนธรรม มีความมั่นคงทางสังคมมากพอที่จะก่อให้เกิดความต่อเนื่อง

ขณะที่ก็ยังคงไว้ซึ่งความหลากหลายที่จะก่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ในรูปแบบต่างๆ”

ห้องสมุดและพิพิธภัณฑ์ สังกัดกระทรวงวัฒนธรรม ล้าสมัยมากๆจนยากจะเยียวยา ส่วนศูนย์ประวัติศาสตร์อยุธยาที่ญี่ปุ่นสร้างให้อยู่ในความดูแลของผู้ว่าราชการจังหวัดฯ ซึ่งไม่เห็นคุณค่าความสำคัญ จึงปล่อยทิ้งไว้เป็นอนุสรณ์สถานประจานสำนึกทางประวัติศาสตร์ของมหาดไทยว่ามีอยู่ระดับไหน? เช่นเดียวกับสถาบันอยุธยาของมหาวิทยาลัยราชภัฏอยุธยาที่ไม่มีจิตวิญญาณ

ลงมือแก้ไขให้สิ่งเหล่านี้มีชีวิตชีวาด้วยกิจกรรมความรู้และความรัก ความเป็นเมืองสร้างสรรค์ของอยุธยาก็เกิดขึ้นได้ไม่ยาก

อยุธยาในภาพพิมพ์ลายเส้นเหล่านี้ ทำขึ้นที่เนเธอร์แลนด์ เมื่อ พ.ศ. 2262 (ตรงกับแผ่นดินพระเจ้าท้ายสระ กรุงศรีอยุธยา) ถ้าจำลองมาจัดแสดงชั่วคราวและถาวรในอยุธยา จะช่วยให้มีบรรยากาศ Creative City เมืองสร้างสรรค์อย่างดีเยี่ยม (รูปจากหนังสือ กรุงศรีอยุธยาในแผนที่ฝรั่ง ของ ธวัชชัย ตั้งศิริวานิช สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2549) ยังมีงานประเภทเดียวกันนี้อีกมาก เช่น แผนที่อยุธยา ฝีมือชาวยุโรป ถ้าจำลองมาจัดแสดงด้วยจะยิ่งช่วยเพิ่มพูนพลังสร้างสรรค์