กรุงแตก ยศล่มแล้ว 60. คลอดลูก ประตูวังหลวง
มติชนสุดสัปดาห์ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 5 มีนาคม 2553
“เข้ามาได้ไง—พวกมึงเข้ามาได้ไง—ใครให้เข้ามาไอ้พวกขี้ข้าเอ๊ย” ตำรวจหลวงยกหวายยาวขึ้นสุดแขนขวาทำท่าจะหวดไปที่หัวขบวนมีหม่อมกั้งเดินหน้า แล้วหม่อมแก้วเดินหลัง ติดตามด้วยขบวนหญิงชายพวกบ้านชานกำแพงพระนคร
หม่อมกั้งกับหม่อมแก้วไม่เอ่ยปาก ได้แต่เดินค้อมไหล่ก้มหน้าดูดิน ไม่พูดจากต่อล้อต่อถียงตอบโต้
“ขวับ—ขวับ—” ตำรวจหลวงยกหวายฟาดเข้าไปในขบวนแถวสองครั้ง แล้วแถมอีกหนึ่งที พลางก็พูดจาด่าทอต่อไป “เควี้ยว——อีห่าพวกนี้ไม่รู้จักที่ทาง เป็นขี้ข้าแล้วชะล่าบังอาจใจมาเดินเพ่นพ่านในรั้ววังเจ้านาย ไม่รู้จักเจียมกะลาหัวว่าต่ำเตี้ยเดียรฉาน—อีดอกทองเอ๊ย ท่าทางเหมือนพวกอีดอกทองจริงๆ—ขวับ”
ปลายหวายของตำรวจหลวงตวัดโดนสีข้างอีไทยเบี้ยวเป็นแนวพาดท้องโย้ มีเลือดซิบๆเป็นแนวสีแดงแต้มบนผิวสีดำ บ้างก็โดนซอกคอ, ต้นแขน, ข้อศอก แต่อีดอกทองท้องโย้อีกคนหนึ่งถูกหวายฟาดพาดท้องโย้นั้นเมื่อมันเดินหันรีหันขวางอย่างกลัวลนลาน
“ยามจนคนมันก็ดูหมิ่น ไอ้หน้าส้นตีนก็ตามหยามน้ำหน้า—” หม่อมกั้งพูดดังๆให้น้องสาวได้ยินจนพวกเฒ่าแก่นางในเดินถือพานดอกไม้ถวายพระสวนทางหันมอง
“เอามาจากไหนล่ะ” หม่อมแก้วถาม หมายว่ากลอนที่ท่องมาได้จากตำราเล่มไหน
“ผีบอก” หม่อมกั้งพูดลอยๆ
“ผีเจ้านายหรือผีฟ้าผีแถน”
“ผีบ้านผีเมือง—ผีเจ้าปู่ป้อมมหาไชย—”
ขบวนแห่เจ้านายผู้หญิงนั่งแคร่นั่งวอสวนทางมาเป็นระยะๆ มีชะแม่นางสาวสรรค์กำนัลใน พาดผ้าผ่อนท่อนสไบสีสันสดงาม หม่อมกั้งก็เดินนำขบวนพวกบ้านป้อมมหาไชยเลี้ยวซ้ายป้อมปืนศาลาสารบัญชีอยู่มุมท้องสนามหน้าจักรวรรดิ ตรงศาลาสารบัญชีเป็นมุมกำแพงพระราชวังหลวงด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ จะไปทางประตูอาคเนยาตรา, ประตูศาลาภิรมย์ เพื่อเข้าถนนเจ้าพรหมไปไหว้พระธรรมิกราชในวิหารหลวงวัดธรรมิกราช แต่ต้องหยุดหลบเพื่อหลีกทางเจ้านายเป็นคราวๆ
“แอบๆ เอ็บๆ—-” อีไทยเบี้ยวพูดรำพึงจะบอกว่าแสบๆเจ็บๆ เมื่อดินเอามือคลำท้องตรงที่เป็นรอยหวาย
“แสบก็ว่าแสบ เจ็บก็ว่าเจ็บซี่” อีเม้ยทวายบอกกับอีไทยเบี้ยว “มาบอกแสบๆเจ็บๆอย่างนี้ เหมือนผีบ้าผีบอ”
อีไทยเบี้ยวพยายามพูดบอกอีเม้ยทวายให้ได้ความว่าแสบตรงรอยหวาย เนื้อแตกเลือดซิบๆออกมา แต่เจ็บในท้อง—–มีน้ำไหลเปื้อนขาด้วย
“น้ำจากไหนวะ”
“อบอูเอง” อีไทยเบี้ยวพูดเพื่อจะบอกว่า กบกูเอง—น้ำกบไหลเปื้อนขา
กบเป็นคำเรียกอวัยวะเพศหญิงมาแต่โบร่ำโบราณนานมากแล้ว เพราะรูปร่างของกบเมื่อสี่ตีนแผ่ออกไปจะมีรูปคล้ายอวัยวะเพศหญิง นอกจากนั้นคนเราแต่ก่อนเชื่อว่ากบยังบันดาลให้มีฝนตกลงมาหล่อเลี้ยงข้าวกล้าให้เติบโตเกิดเป็นรวงข้าวเอาไว้กิน เท่ากับกบเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ให้กำเนิดชีวิตเหมือนคนเรามีกำเนิดเกิดออกมาทางอวัยวะของแม่
“น้ำระดู” อีเม้ยทวายทำเป็นรู้ดี “เอาใบไม้เช็ดซี่”
อีไทยเบี้ยวบอกว่าระดูหมดตั้งหลายเดือนแล้ว ท้องโย้อยู่นี้มึงแหกตาดูซี่อีห่าแดก อีไทยเบี้ยวพูดขึ้นเสียง คนอื่นได้ยินก็พากันหันมามองว่าคุยอะไรกันเสียงดัง
“น้ำคร่ำมั้งวะ” นางไทยแม่เล้าหันมาถามขณะหม่อมกั้งเดินถึงหน้าประตูอาคเนยาตรา แล้วจะเลยไปทางประตูศิลาภิรมย์ “ไหนกูดูก่อน”
อีไทยเบี้ยวถลกผ้าโจงขึ้นมาเหนือหัวเข่าก็เห็นน้ำไหลตามท้องขาและหน้าขาลงมาเป็นทางยาวสีหม่นๆปนแดงๆ แล้วยิ่งไหลลงมาอีกจนเห็นชัดว่าไม่หยุดไหล
“แตกแล้วอีไทย—น้ำคร่ำมึงแตกแล้ว—เข้าไปในประตูนั่น ขอนายประตูพักก่อน ไม่งั้นเด็กทะลักแน่ ถ้าได้พักจะค่อยยังชั่ว” นางไทยแม่เล้าลากตัวอีไทยเข้าประตูอาคเนยาตรา คนอื่นๆก็ช่วยกัน แต่ส่วนมากลงนั่งยองๆมองดู
น้ำคร่ำ เป็นของเหลวอยู่ในถุงน้ำคร่ำที่ห่อหุ้มทารกในครรภ์ไว้ เพื่อป้องกันมิให้ทารกได้รับความกระทบกระเทือน ขณะเดียวกันก็ทำให้ทารกในครรภ์เคลื่อนไหวอยู่ในท้องสะดวก นอกจากนั้นยังหล่อลื่นเมื่อคลอดให้คลอดคล่องๆ
“กี่เดือนแล้ววะท้องมึงนี่จะครบกำหนดเมื่อไรล่ะ” นางไทยแม่เล้าถามอีไทยเบี้ยว
“ไอจะไออู้” อีไทยเบี้ยวบอกตะกุกตะกักว่าใครจะไปรู้ว่าท้องกี่เดือน ท้องกับใครยังไม่รู้ แล้วจะรู้กี่เดือนยังไง
“น้ำคร่ำแตกไหลอย่างนี้ เพราะปากช่องคลอดมันเปิดให้คลอดแล้วนี่หว่า” นางไทยแม่เล้าพูดกับตัวเองที่มีลูกหลายคน เคยผ่านเหตุการณ์อย่างนี้มาก่อน “มึงนั่งเอนหลังอยู่นี่แหละ—”
นางไทยจับแขนอีไทยเบี้ยวผ่านซุ้มประตูอาคเนยาตราเข้าไปใต้ร่มเงา แล้วให้นั่งลงพิงผนังประตูวังหลวง พวกคนอื่นๆกุลีกุจอพากันช่วยห้อมล้อมมิให้ใครเห็น
“พวกบ่าวชายออกไปให้พ้น” นางไทยแม่เล้าโบกมือไล่พวกผู้ชาย ไม่ว่าขุนศรีศรัทธา, หม่อมกั้ง, นายมี, นายแทน, ไอ้แสง, หรือใครต่อใครที่จะเข้ามาถามไถ่ใครเป็นอะไร เพราะยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
“โอ้ย—โอ๊ย—อวดโอ๊ย—” อีไทยเบี้ยวเอามือข้างหนึ่งเหนี่ยวผนังประตูวังหลวง อีกข้างหนึ่งกดท้องร้องตะโกนปวดโว้ยๆ
“ไปหาตำแยมาซิ—” นางไทยตะโกนบอกตำรวจหลวงกับพวกข้าหลวงที่เดินผ่านมา
“แถวนี้ไม่มีต้นตำแย” พวกตำรวจกับข้าหลวงบอก
“ไอ้ชิบหาย กูให้หาหมอตำแย ไม่ใช่ใบตำแย—” นางไทยแม่เล้าสบถว่าให้หาหมอตำแยมาดูให้อีไทยเบี้ยวมันคลอด
“แถวนี้ไม่มีหมอตำแยหรอก มีแต่ข้าหลวงข้างใน” ตำรวจหลวงบอก
“กูต้องเป็นหมอตำแยซะแล้ว” นางไทยพูดกับตัวเองขณะก้มลงจับหน้าขาอีไทยเบี้ยวที่ถ่างออกร้องให้ช่วย แล้วตะโกนให้ช่วยกันตักน้ำท่ามาเตรียมไว้
นายอู อยู่รักษาพระองค์เดินออกจากพระราชฐานข้างใน มีเมียชื่อนางสาเดินตามหลังถือดอกไม้จะไปไหว้พระในวัดต่างๆ เมื่อเห็นว่ามีคนชุลมุนวุ่นวายตรงประตูวังหลวงข้างนอก เลยแวะมาดู
“ชั้นเอง” นางสาบอกนายอูผู้ผัว “แกไปรอทางโน้นเถอะ” แล้วก็เดินเข้าไปช่วยนางไทยแม่เล้า
“หมอตำแยละซี่นี่” นางไทยร้องถามนางสาที่เดินเข้ามาช่วย
“ไม่ใช่ ไม่ใช่หมอตำแย แต่ชั้นเคยคลอดลูกเห็นหมอตำแยทำเลยจำได้” นางสา บอกนางไทย แล้วลงมือทันที
“แว้ๆๆๆ——”
เสียงเด็กร้องแว้——ลั่นตรงประตูวังหลวงอาคเนยาตรา คนทั้งหลายที่นั่งยองๆรออยู่ด้านนอกถอนหายใจโล่งไป
“โอ้ย—โอ๊ย—แม่ไทยช่วยฉันด้วย ปวดท้องมาก—ปวดมาก” เสียงอีดอกทองท้องโย้อีกคนหนึ่งร้องขึ้นบ้าง นางไทยแม่เล้ากับนางสากำลังอุ้มเด็กเพิ่งคลอดล้างน้ำยังไม่เสร็จดีก็ต้องเปลี่ยนให้คนอื่นต่อไป ส่วนสองคนหันมาดูอีกคนที่ร้องปวดท้องครวญครางเอาอย่างอีไทยเบี้ยวเหมือนผีเข้าเลียนแบบกัน
ชุลมุนวุ่นวายอยู่ตรงประตูอาคเนยาตรา จนตะวันบ่ายร้อนระงมเมฆฝนเป็นกลุ่มลอยลมมาร่มครึ้ม เป็นอันรู้ว่าอีไทยเบี้ยวได้ลูกสาว ส่วนอีดอกทองอีกคนแท้งเสียเลือดตกตรงประตูวังหลวง
“เพือกมึงเป็นโทษแล้วละทีนี้” ตำรวจวังถือดาบชี้มาทางพวกบ้านชานกำแพงพระนครป้อมมหาไชย “คลอดลูกแท้งลูกในพระราชวัง ผิดมณเฑียรบาล—มีโทษสถานเดียว”
“เฮ้ย—ไอ้สารวัตรนครบาลคนนั้นนี่หว่า” พวกอีดอกทองกับยาจกพูดกันเบาๆถึงสารวัตรนครบาลคนที่มีเรื่องกันคราวหนีศึกเข้าไปอยู่ในวัดขมิ้นใกล้วังหน้า มุมเมืองป้อมมหาไชย