Download PDF

หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันอังคารที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2553

 

“วังท่าพระ ศูนย์กลางช่างสิปป์หมู่ 200 ปี” เป็นข้อความติดไว้ที่ข้างประตูกำแพงวังท่าพระ มหาวิทยาลัยศิลปากร กรุงเทพฯ

ไม่มีใครรู้จัก“ช่างสิปป์หมู่” เพราะคุ้นเคยแต่ “ช่างสิบหมู่” หรือ“ช่าง 10 หมู่”      ที่หมายถึงกลุ่มช่างไทยมี 10 หมู่(ชนิด)

“ช่างสิบหมู่” เป็นคำผิดเพี้ยนมาจากคำเดิมว่า“ช่างสิปป์หมู่” หมายถึงหมู่ช่างมีวิชาความรู้ต่างๆ หลายอย่าง

คำว่า “สิปป์” มาจากภาษาบาลีว่า สิปฺป อ่านว่า สิบ-ปะ แปลว่า แขนงของความรู้การช่าง(พจนานุกรมบาลี-ไทย ฉบับภูมิพโลภิกขุ พิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2535 หน้า 350)

คำบาลี สิปป์, สิปฺป ตรงกับคำภาษาสันสกฤตว่า ศิลฺป ยืมเขียนเป็นคำไทยว่า ศิลปะ แปลว่า ฝีมือ, ความฉลาดในฝีมือ, ฝีมือทางการช่าง, การแสดงออกมาให้ปรากฏอย่างงดงามน่าชม, วิชาที่ใช้ฝีมือ, วิชาชีพต่างๆ(พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของ พระพรหมคุณากรณ์ ป.อ. ปยุตฺโต พิมพ์ครั้งที่ 11 เมื่อ พ.ศ. 2551 หน้า 390)

สิปฺป (บาลี), ศิลฺป(สันสกฤต) ตรงกับภาษาอังกฤษว่า ART ละตินว่า ARS ในยุคดั้งเดิมเริ่มแรกหมายถึง ศิลปวิทยา, วิชาความรู้, หรือศิลปศาสตร์, มนุษย ศาสตร์, ฯลฯ

วิชาความรู้ พระพุทธเจ้าหลวง รัชกาลที่ 5 ทรงใช้ว่า “ศิลปวิชาการ” เมื่อทรงอธิบายว่าการศึกษาเล่าเรียนของสยามแต่โบราณมี 2 อย่าง

“วัดเป็นสำนักที่เล่าเรียนหนังสือ และบ้านเป็นที่เรียนศิลปวิชาการเลี้ยงชีพต่างๆตามเหล่าตามตระกูล—-” (ประกาศกระแสพระบรมราชโองการ เรื่องการศึกษาของประเทศสยามในพระราชหัตถเลขาว่าด้วยพระราโชบายเกี่ยวกับการศึกษาของชาติ พ.ศ. 2453, พิมพ์ในวารสารศิลปากร (ปีที่ 3 เล่ม 3) ตุลาคม 2492 หน้า 10)

ทรงมีพระราชอธิบายอีกตอนหนึ่งว่า “แท้จริงการเล่าเรียนนี้เป็นเครื่องชักจูงให้เกิดความฉลาด ให้รู้จักประพฤติตัวดี ให้สามารถในศิลปวิชาการหาเลี้ยงชีพ ไม่ว่าวิชาและศิลปใด ตั้งแต่เป็นครู เป็นแพทย์ ตลอดไปจนเป็นพ่อค้าและเป็นช่าง ย่อมต้องเรียนก่อนจึงจะรู้สำเร็จเป็นอย่างดีได้”

ทรงย้ำว่าผู้แสวงหาศิลปวิชาการ— “ให้อุดหนุนสาธารณประโยชน์ อันเป็นประโยชน์ร่วมกันทั้งหมด—–”

ศิลปวิทยา หรือศิลปวิชา หมายถึงวิชาความรู้ต่างๆ ตรงกับภาษาอังกฤษว่า knowledge และศิลปวิทยาการ หมายถึง ผู้ทำวิชาความรู้ต่างๆ ได้แก่ ครูบาอาจารย์และฤาษี เช่น

เมืองละโว้(ลพบุรี) เมื่อเรือน พ.ศ. 1700 เป็นศูนย์กลางของศิลปวิทยาการ        ยุคนั้น ดังนั้นพระร่วง(กรุงสุโขทัย) กับพญางำเมือง(เมืองพะเยา) จึงไปศึกษาเล่าเรียนศิลปวิทยาอยู่ด้วยกันในสำนักสุกกทันตฤาษีที่เขาสมอคอน กลางทุ่งนอกเมืองละโว้

“ชีวีนี้สั้น ศิลปะยืนยาว” คติฝรั่งโบราณสมัยแรกๆหมายถึง ชีวีนี้สั้น ศิลปวิทยายืนยาว มีกลอน 4 วรรคว่า

ชีวีนี้สั้นนักหนา                     ศิลปวิทยายืนยาวยิ่ง

รู้เท่าทันโลกชีวิตจริง            นิ่งนิ่งพอเพียงก็เพียงพอ

(มติชน ฉบับวันอาทิตย์ที่ 1 มกราคม 2553 หน้า 3)

ต่อมาหลังจากนั้น(เมื่อไรก็ไม่รู้) เศรษฐกิจการเมืองสังคมโลกเปลี่ยนแปลงความหมายของคำว่า“ศิลปะ”ก็เปลี่ยนไป หมายถึง ความงาม, สิ่งที่สร้างขึ้นเป็นรูปรอยเพื่อสื่อทางอารมณ์หรือความรู้สึก, งานสร้างสรรค์เป็นชิ้นๆอย่างๆ โดยปัจเจกชน               มีตัวตนเรียกกันภายหลังว่า ศิลปิน เช่น รูปเขียน, รูปวาด, รูปปั้น, รูปแกะสลัก, ฯลฯ

มีประวัติย่อ วังท่าพระ, ท่าช้าง และเนื้อร้องเพลงวังท่าพระ, ท่าช้าง อยู่ใน www.sujitwongthes.com