หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันจันทร์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2553    

สังคมไทยถูกครอบงำให้“หลอกตัวเอง” แล้ว“หลงตัวเอง”ว่าในประวัติศาสตร์ยาวนาน ไม่มีความขัดแย้งรุนแรง แล้วมีแต่ความสามัคคีปรองดอง ประสมกลมกลืนราบรื่นเรียบร้อย ส่งผลให้ลืมความเหลื่อมล้ำที่หมักหมมถมทับคับแค้นแน่นอกแน่นใจ รอวันระเบิดเปิดเปิงประดุจพนมเพลิงภูเขาไฟอีกไม่นาน

“ผมไม่เชื่อว่าคนเสื้อแดงหลงใหลคุณทักษิณอย่างที่เขาแสดงออก” อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ บอกสเปเชี่ยลอิสชูในประชาชาติธุรกิจ(ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 18-วันอาทิตย์ที่ 21 มีนาคม 2553 หน้า 36)

“เขาใช้คุณทักษิณเป็นสัญลักษณ์ เพราะกว่าครึ่งของคำปราศรัย—พูดถึงเรื่องความเหลื่อมล้ำ พูดถึงการกดขี่ พูดถึงเรื่องของการไม่มีศักดิ์ศรี”

“เขาเรียกตัวเองว่าไพร่—ตลอดเวลา เป็นเรื่องของสำนึกบางอย่างทางสังคมซึ่งมันถูกปลุกเร้าขึ้นมา” อาจารย์นิธิอธิบายย้ำว่าคนเสื้อแดงใช้ทักษิณเป็นสัญลักษณ์แค่นั้นเพื่อรวมคนให้มาก และคำปราศรัยก็ไม่เกี่ยวกับทักษิณโดยตรง แต่ให้ความสำคัญที่สำนึกทางสังคม

“คนต่างจังหวัดหรือชนบทไทยเปลี่ยนไปเยอะ จนคนเหล่านั้นไม่ยอมที่จะปล่อยให้กลุ่มคนชั้นนำเป็นผู้กำหนดชะตากรรมของรัฐบาลแต่เพียงฝ่ายเดียว” อาจารย์นิธิชี้ให้เห็นสิ่งที่เปลี่ยนไปในชนบท

“ถ้าประเทศไทย—มีความเหลื่อล้ำสูงขนาดนี้ โดยไม่แก้ไข ถามว่าเศรษฐกิจไทยจะไปรอดไหม—–ผมว่าไม่รอด

การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมถูกละเลยจนหมักหมมมากมหาศาล เพราะ—

“รัฐบาลไทยทุกรัฐบาลละเลยสิ่งเหล่านี้มาโดยตลอด แม้แต่คุณทักษิณเองก็ตามแต่ ผมคิดว่าคุณทักษิณเข้าใจปัญหา แต่ก็ไม่มีกึ๋น ไม่มีความกล้าพอจะลงไปแก้จริง หลายเรื่องที่คุณทักษิณทำ ผมคิดว่าเป็นสัญลักษณ์ มันไม่ใช่ของจริง—–”

                             นิธิ เอียวศรีวงศ์ ประชาชาติธุรกิจ 18-21 มนาคม 2553 หน้า 36

“คนระดับล่างกำลังตื่นตัวและทวงสิทธิ สิ่งที่น่าสนใจในตอนนี้คือ ลักษณะการต่อสู้ที่มีการชูคำ 2 คำ คือคำว่า ‘ไพร่’ และ ‘อำมาตย์’ ถ้ามองแบบมาร์กซิสต์/ อาจบอกว่าเป็นการต่อสู้ทางชนชั้น โดยการต่อสู้ครั้งนี้อาจไม่ใช่มาร์กซิสต์สกุลเหมาหรือเลนิน แต่ถูกแปลงให้เป็นไทย” ดร. ชาญวิทย์ เกษตรศิริ พูดถึงไพร่(ในประชาชาติธุรกิจ) แล้วอธิบายเพิ่มว่า

“เดิมทีคำว่า ‘ไพร่’ มักจะถูกกวี นักเขียน นำมาใช้ แต่ไม่มีใครนำมาใช้ในความพยายามเข้าใจสังคมไทยว่าไพร่ คือสามัญชนคนทั่วไปที่กำลังเรียกสิทธิจากผู้ดี ชนชั้นสูง อภิสิทธิ์ชน ปรากฏการณ์ครั้งนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจมาก จากเดิมที่ไพร่ถูกใช้ในแวดวงคนมีการศึกษา แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ถูกนำมาใช้ในวงกว้าง”

“เป็นการแบ่ง 2 ขั้วความจริงแล้วมีคนในเมืองจำนวนมากที่รู้สึกว่าตัวเองมีฐานะเป็นคนชนบท และมีคนชนบทจำนวนมากที่รู้สึกว่าตัวเองมีฐานะเป็นคนเมือง ฉะนั้นคำอธิบายเรื่องคนชนบทกับคนเมืองอาจไม่พอ แต่ต้องอธิบายฐานะทางสังคม มากกว่าฐานะตามภูมิศาสตร์ว่าอยู่ตรงไหน”

“การเมืองไทยได้ยกระดับมากๆในแง่ความรู้ ผมเชื่ออย่างที่นักวิชาการเคยเชื่อกันว่า คนบ้านนอกคนชนบทชาวไร่ ชาวนา โง่ แต่เราควรเปลี่ยนความเข้าใจใหม่ว่า เขาไม่ยอมให้ถูกหลอกอีกต่อไปแล้วมากกว่า เพราะชาวบ้านเขารู้ทัน เขามีโทรศัพท์มือถือกันทุกบ้าน มีข้อมูลข่าวสาร เขาไม่ได้มีสภาพแบบที่เราเคยเชื่อกัน”

เหตุการณ์เดือนมีนาคม 2553 เป็นจุดหนึ่งของการขับเคลื่อนใน transition (ช่วงเปลี่ยนผ่าน) โดยที่ transition อาจเป็น 100 ปีก็ได้ เพราะมีความพยายามของกระบวนการประชาธิปไตย มีความพยายามยึดอำนาจมาตั้งแต่ ร.ศ. 130 ——–

แต่เรามักหลอกตัวเองหรือมักถูกหลอกเสมอว่า ในอดีตเรามีความสมานฉันท์ปรองดองสามัคคี โดยมองข้ามเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ มองข้ามความขัดแย้งที่มีอยู่ในอดีต เช่น วังหลวงกับวังหน้า เมื่อเรามองข้ามเหตุการณ์เหล่านี้ เราจึงคิดว่าภาพเหตุการณ์ในอดีตมีความปรองดอง

                      ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ประชาชาติธุรกิจ18-21 มีนาคม 2553 หน้า 35

 

ไพร่บ้านพลเมืองดูการละเล่นของเจ้าขุนมูลนาย อยู่ในจิตรกรรมผนังโบสถ์วัดทองธรรมชาติ กรุงเทพฯ