หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2553

 

วัฒนธรรมจังหวัด และวัฒนธรรมอำเภอ(ต่อไปจะมีวัฒนธรรมตำบล) สังกัดกระทรวงวัฒนธรรม มีทุกจังหวัดทั่วประเทศ ล้วนเป็น “ข้าราชการในวัฒนธรรมไทยแบบฉบับเกิน 100%”

หมายถึงทำงานที่“นายสั่ง”เท่านั้น ถ้านายไม่สั่งก็ไม่ทำ แม้แต่คิดก็ไม่คิด

คนพวกนี้เลยสมองฝ่อ คิดเองไม่เป็น เพราะถูกครอบงำจากระบบราชการให้ไม่คิด และไม่สงสัยมานานมาก ส่งผลให้ฟังเสวนาวิชาความรู้ไม่เข้าใจ เพราะพื้นฐานไม่พอ เลยไม่กล้าถาม(แต่อ้างว่าถามไม่ทัน เพราะหมดเวลาเสียก่อน) จึงต้องการ “คำสั่ง”เพื่อป้องกันตัวเอง ถ้ามีสิ่งผิดพลาดบกพร่องจะได้อ้างว่าก็มีคำสั่งให้ทำอย่างนี้อย่างนั้น จึงไม่ใช่ความผิดของเขา

กรณี อยุธยา มรดกโลก มีผู้พยายามอธิบายทั้งเขียนลงหนังสือพิมพ์ และพูดเสวนาให้ห้องประชุมที่มีวัฒนธรรมจังหวัด, อำเภอ, ฯลฯ นั่งฟังอยู่ด้วย ว่าอยุธยาถูกทำลายมานานมากหลายสิบปีมาแล้ว โดยฝีมือทั้งราชการและเอกชน เพราะคนทั่วไปไม่เข้าใจไม่รู้คุณค่ามรดกเหล่านั้น ชาวบ้านในอยุธยาล้วนคิดและเข้าใจตรงกันหมดว่ามรดกเหล่านั้นไม่ใช่สมบัติของชาวอยุธยา แต่เป็น“สมบัติของกรมศิลป์”(หมายถึงกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม) ใครแตะต้องมิได้ ผิดกฎหมาย

จุดอ่อนของกระทรวงวัฒนธรรม คือ “หวงวิชาความรู้” ไม่ยอมแบ่งปันและเผยแพร่วิชาความรู้สู่สาธารณะอย่างสม่ำเสมอให้ทุกคนเข้าใจประวัติศาสตร์ความเป็นมาของกรุงศรีอยุธยาทุกแง่ทุกมุม ทั้งมุมประวัติศาสตร์ศิลปะ และมุมประวัติศาสตร์สังคม

ถ้าชาวบ้านชาวเมืองรู้และเข้าใจตรงกันทุกเรื่อง ก็จะช่วยกันดูและรักษามรดกนั้นไว้ให้มั่นคงแข็งแรงไม่ทุบทำลาย ผลพลอยได้คือการท่องเที่ยวทางเลือกที่ยั่งยืนยาวนาน ชาวบ้านในอยุธยาได้รับประโยชน์ทั้งในรูปความรู้ ความภาคภูมิใจ และรายได้แบบพอเพียงจากนักท่องเที่ยว

ฉะนั้นสิ่งที่กระทรวงวัฒนธรรม(โดยวัฒนธรรมจังหวัด, อำเภอ, ตำบล?) ควรทำอย่างยิ่งและอย่างด่วน คือแบ่งปันและเผยแพร่ความรู้ประวัติศาสตร์ความเป็นมาของกรุงศรีอยุธยาอย่างง่ายๆสั้นๆสม่ำเสมอ ผ่านกิจกรรมต่างๆและผ่านสื่อหลากหลาย (ที่เปิดกว้างให้หารือกันได้กว้างขวางมาก ไม่มีข้อจำกัด)

เวรกรรมใหม่? พวกเขาฟังไม่เข้าใจ, เลยขอให้บอกตรงๆจะต้องทำยังไง? ขอคำสั่งมาเลยจะได้ปฏิบัติถูกต้องและถูกใจ“นาย”

คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา แท้จริงแล้วเป็นสถาบันมีการเรียนการสอน“ความรู้พื้นฐานของความเป็นมนุษย์ในสังคม” เกี่ยวข้องกับศิลปวิทยาการหลายอย่าง เช่น ประวัติศาสตร์, เพลงดนตรี, ภาษาและวรรณคดี, ศิลปกรรม(วิชาช่าง), ฯลฯ ล้วนต้องเชื่อมโยงกับความเป็นกรุงศรีอยุธยาทั้งสิ้น

ปัญหาอยู่ที่อาจารย์แต่ละคนเชื่อมโยงไม่เป็น หรือไม่ได้เลย เพราะพื้นฐานประวัติศาสตร์สังคมมีไม่พอ ที่เรียนจบมาล้วนเป็นประวัติศาสตร์ราชวงศ์และสงคราม ไม่มีสังคมวัฒนธรรม

สถาบันอยุธยา ของมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา กลายเป็น“ซาก”อย่างหนึ่งที่สมควร“รื้อ-สร้าง”อย่างเร่งด่วน เพราะแทนที่จะเป็นหน้าเป็นตาทางวิชาความรู้เกี่ยวกับอยุธยา ก็กลายเป็นสิ่งชำรุดของมหาวิทยาลัยที่ไม่ควรมีแบบนี้

เคยเขียนหลายครั้งว่าควรทำให้เป็น อยุธยา Creative City เมืองสร้างสรรค์ เพราะมี“ทุน”อยู่แล้วคือความเป็นเมืองประวัติศาสตร์“ราชอาณาจักรสยาม          แห่งแรก”

หน่วยงานที่เอ่ยนามมาตั้งแต่ต้น ควรร่วมมือกันทำอย่างเร่งด่วน คือกระทรวงวัฒนธรรมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏฯ(โดยคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์กับสถาบันอยุธยา)

เมษายน ช่วงสงกรานต์ เดือน 5 เป็นสัญลักษณ์กำเนิด และล่มสลายของอยุธยา มีบอกไว้ในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา จึงควรมีกิจกรรม “เพลงดนตรี วรรณคดี ศิลปกรรม” เพื่อแบ่งปันและเผยแพร่ความรู้อยุธยา มรดกโลก เป็นปฐมฤกษ์ แล้วต่อเนื่องสม่ำเสมอตลอดไป

ปี่พาทย์ฆ้องวง(ไม่มีระนาด) กับดนตรี-มโหรี ยุคอยุธยา คนบรรเลงเป็นผู้หญิงล้วน ตู้ไม้จำหลักนูนสูงสมัยอยุธยา เรื่องทศชาติ ภาพนี้เป็นด้านข้างขวาตอนล่างของตู้ไม้ เล่าเรื่องวิธุรชาดก (ภาพประกอบหัวข้อการละเล่น, มหรสพ ครั้งกรุงศรีอยุธยามีในหนังสือ อยุธยา ยศยิ่งฟ้า ของ สุจิตต์ วงษ์เทศ พิมพ์ครั้งที่ 3 พ.ศ. 2552 วางขายขณะนี้