หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันพุธที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2553

 

บ้านเมืองก้าวหน้าให้ความสำคัญการศึกษาเพื่อความเป็นคนดีมีคุณภาพและมีจิตอาสา มากกว่า“ความเป็นเลิศทางวิชาการ” แต่สันดานเลวทรามในความเป็นมนุษย์

สถาบันการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยในบ้านเมืองด้อยพัฒนาล้าหลัง มักให้ความสำคัญ“ความเป็นเลิศทางวิชาการ”ด้านเดียว แต่สันดานเลวทรามต่ำช้าและคอร์รัปชั่น ดังเห็นโฆษณาหา“ลูกค้า”ในหนังสือพิมพ์ทั่วไป

อาจารย์มหาวิทยาลัยทั้งในกรุงเทพฯและในท้องถิ่น เลยหลงอยู่ใน“การศึกษาแยกส่วน” เช่น เมื่อเลือกเรียนสายวิทยาศาสตร์ ต้องทุ่มเทกับวิทยาศาสตร์เท่านั้นโดยไม่จำเป็นต้องรู้มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ที่เป็นความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับความเป็นมนุษย์ในสังคม

ผลคือขาดตกบกพร่องความเป็นมนุษย์ในสังคมที่รู้เขา-รู้เรา-รู้โลกและชีวิต เมื่อเกิดวิกฤตก็กอบกู้แก้ไขได้ กลายเป็นคนมีปัญหา มักใช้ความรุนแรงแก้ปัญหา

แต่น่าประหลาดเมื่อได้อ่านข่าวสด(ฉบับวันจันทร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ 2553 หน้า 29) รายงานข่าวว่าศาสตราจารย์ทางวิทยาศาสตร์แท้ๆ กลับไม่คิดแยกส่วนการศึกษา จะขอคัดมาให้อ่านกันไว้ บรรดาอาจารย์ที่สอนสายวิทย์-คณิต ฯลฯ จะได้รู้จักความเป็นคนในสังคมที่มีเพลงดนตรี, วรรณคดี, และประวัติศาสตร์ ดังนี้

“การเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ในมหาวิทยาลัยราชภัฏ ส่วนใหญ่เป็นการถ่ายทอดความรู้จากอาจารย์สู่ศิษย์แต่เพียงฝ่ายเดียว ทำให้นักศึกษาไม่รู้จักวิธีพูดให้คนอื่นเชื่อถือในสิ่งที่ตนคิด” ศ.ดร.สุทัศน์ ยกสร้าน นักวิทยาศาสตร์ดีเด่น สาขาฟิสิกส์ทฤษฎี และผู้เชี่ยวชาญของสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) กล่าวระหว่างเป็นวิทยากรในโครงการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพอาจารย์และนักศึกษา จัดโดยคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี (มรส.) ที่ห้องวิทยสโมสร คณะวิทยาศาสตร์ฯ

“ดังนั้นอาจารย์จะต้องฝึกนักศึกษาให้รู้จักนำเสนอ รู้จักคิด รู้จักถ่ายทอดความเชื่อในมุมมองของตนผ่านการเขียนและการพูด และรู้จักวิพากษ์วิจารณ์ความคิดเห็นของผู้อื่นอย่างสร้างสรรค์ เพราะวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องของเหตุผล ไม่ใช่เพียงการบอกเล่าจากครูสู่ศิษย์เพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น”

ถ้าการศึกษาวิทยาศาสตร์ให้ความสำคัญการบอกเล่าจากครูสู่ศิษย์เพียงฝ่ายเดียวก็เท่ากับ“ท่องจำ”เป็นนกแก้วนกขุนทองในวัฒนธรรมเถรวาทไทย ไม่เปิดรับความรู้อื่นๆ

ศ.ดร. สุทัศน์ย้ำว่า อาจารย์ยังจะต้องกระตุ้นให้นักศึกษาใช้ห้องสมุดและฝึกฝนทักษะภาษาอังกฤษให้มาก เพราะจะทำให้นักศึกษาวิทยาศาสตร์สามารถเปิดกว้างสู่ความรู้ศาสตร์ด้านนี้ได้มากขึ้น

“อาจารย์ต้องกระตุ้นให้นักศึกษาเพิ่มเติมความสนใจในวิทยาการด้านอื่นๆลงไปในตัวเองด้วย อย่าดิ่งเดี่ยวแต่เพียงด้านเดียว เพราะการมีความรู้ในศาสตร์ด้านอื่นประกอบจะช่วยเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพหลังสำเร็จการศึกษา”

“แต่——-จะสัมฤทธิผลได้ก็ต้องเกิดจากตัวนักศึกษาเองด้วย นักศึกษาทุกคนต้องแน่วแน่ที่จะเรียนรู้ มีความต้องการที่จะพัฒนาตนเอง และรู้จักขวนขวายหาความรู้เพิ่มเติมด้วยตนเอง นี่คือสิ่งที่นักศึกษาทุกคนต้องมี” ศ.ดร. สุทัศน์กล่าวทิ้งท้าย

สาธุ-สาธุ-สาธุ นี่แหละของจริง นักวิทยาศาสตร์ที่แท้ และครูผู้ประเสริฐ ไม่คลั่ง “ความเป็นเลิศทางวิชาการ”ด้านเดียว

นางในกษัตริย์เล่มนี้ นักวิทยาศาสตร์ควรอ่าน แล้วจะมีพลังจินตนาการรู้เท่าทันโลกและชีวิต

เธอคือนางใน แม้เหนื่อยล้าก็พร้อมจะร่าเริงได้ทันทีเมื่ออยู่ต่อหน้ากษัตริย์ ร่วมรสรักนานนับชั่วโมงทั้งที่ป่วย ยอมรับใช้พระองค์ทุกชั่วขณะ ไม่เคยหมดแรง ไม่เคยบ่น ไม่เคยเศร้า สาวๆอีกนับร้อยจ้องแย่งชิงตำแหน่ง หรืออยากผลักแช่งให้เธอตกเก้าอี้สู่จุดจบ

ทว่าเธอก็ยังมีชีวิตอยู่อย่างสุขสบายและร่ำรวยด้วยผลพวงจาก “บาป” อันหอมหวาน

นางในกษัตริย์ ของ เอเลนอร์ เออร์แมน พาเราเข้าหลังบัลลังก์ สู่ห้องบรรทมของบรมกษัตริย์ยุโรป เยี่ยมชมชีวิตหญิงสาวหลังบัลลังก์ผู้มีอิทธิพล ตั้งแต่มาดาม เดอ ปอมปาดูร์ นางในผู้เลื่องชื่อของพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 ผู้รักษาตำแหน่งได้นานถึงสิบเก้าปีแม้จะเย็นชาทางเพศ เรื่อยมาจนถึงนางในยุคอย่างคามิลล่า ปาร์กเกอร์ โบวล์ส ผู้แย่งชิงเจ้าชายแห่งเวลลส์จากเจ้าหญิงไดอาน่าผู้สง่างามและเป็นที่รัก

เรื่องราวของแต่ละนางมาจาการค้นคว้าบันทึกความทรงจำ จดหมายส่วนตัว และรายงานทางการทูต ซึ่งผู้เขียนปลุกข้อมูลเก่าเก็บให้มีชีวิตชีวาขึ้นด้วยบุคลิกหรูหรา มีอารมณ์ขันร้าย และก่อกวนใจให้วางไม่ลงจนพลิกหน้าสุดท้าย