หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันอังคาร ที่ 9 มีนาคม 2553

 

“พระสงฆ์ลังกากับเขมร เล่นการเมืองทางตรง มี ส.ส. นั่งในสภา—” อาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ เล่าให้ฟังทางโทรทัศน์ แล้ววกถึงเมืองไทยว่า “พระสงฆ์ไทยไม่เล่นการเมืองเบื้องหน้า แต่เล่นการเมืองเบื้องหลัง”

ขณะที่ฟังและดูทีวีนี้ เป็นเวลาราวหลังตีสามจะถึงตีสี่ของวันศุกร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ผมตื่นขึ้นมาจะเข้าห้องน้ำตามเวลาปกติ แต่พอเห็นหน้าอาจารย์ สุลักษณ์เลยยังไม่เข้า ต้องรอดู“ด้วยความเคารพ” ทำให้ต้องกลั้นเยี่ยวไว้อย่างงัวเงียงวยงงสงสัย ครั้นได้ยินเรื่องพระสงฆ์อย่างนั้นก็ตาสว่างลุกโพลงเป็นค้างคาวกินกล้วย

พอตั้งสติได้บ้างถึงรู้ว่าเป็นเทปโทรทัศน์ รายการของอาจารย์เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ทางช่อง ASTV กำลังคุยกันเรื่องเทศกาลศิลปวัฒนธรรมทิเบต ที่จะแสดง ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ระหว่าง 5-10 มีนาคม 2553

“พระทิเบตจะสวมหน้ากากออกมาเต้นระบำรำฟ้อนด้วย” อาจารย์สุลักษณ์บอก แล้วตัดภาพไปเห็นการเต้นฟ้อนใส่หน้ากากน่ากลัว ทำให้อยากดูแสดงจริงๆใกล้ๆ แต่คงไม่มีบุญวาสนา

แผ่นพับโฆษณาพีอาร์ จากหิมาลัยถึงเจ้าพระยา ที่ส่งมาทางไปรษณีย์หลังจากนั้นอีกหลายวัน มีคำอธิบายว่า ตัวละครสวมหน้ากาก คือกลุ่มคนที่เป็นสัญลักษณ์ของพระโพธิสัตว์

ในประเทศไทยมีหลักฐานโบราณคดีรูปคนสวมหน้ากาก เมื่อราว 3,000 ปีมาแล้ว อยู่ในภาพเขียนสีที่ผาแต้ม(อุบลฯ), ที่สามร้อยยอด(ประจวบฯ) และที่อื่นๆก็มี

คนสวมหน้ากากในภาพเขียนสีคือหมอมด หรือหมอผี ทำหน้าที่หัวหน้าในพิธีกรรมเพื่อความมั่งคั่งและมั่นคงของเผ่าพันธุ์ มักเป็นผู้หญิงที่มีคำเรียกเฉพาะว่า แม่ แปลว่าผู้เป็นใหญ่ (ต่อมาเป็นคำเดียวกับเมีย)

การใส่หน้ากากเป็นวัฒนธรรมสากลโลก มีทั่วไปในโลกดึกดำบรรพ์ ทั้งนี้ก็เพื่อทำลายตัวตนของผู้สวมใส่ แล้วให้“เข้าทรง”เป็นผู้มีอำนาจศักดิ์สิทธิ์ตามตกลงกันในเผ่าพันธุ์ว่าหมายถึงใคร? อะไร? ที่ไหน? เมื่อไร?

หน้ากากเหล่านี้จะมีพัฒนาการต่อมาเป็นหน้าพรานในเรื่องมโนราห์ จนเป็นหน้าโขนสมัยอยุธยา และศีรษะโขนยุครัตนโกสินทร์ตั้งแต่รัชกาลที่ 2 จนทุกวันนี้

ถ้าดูพระทิเบตสวมหน้ากากรำเต้นจะยืนยันความศักดิ์สิทธิ์นี้ได้ดีที่สุด และไม่ใช่เรื่องผิดจารีต แต่สืบทอดมาแต่ยุคดึกดำบรรพ์ทีเดียว

ระบำรำเต้นทุกอย่างในโลก แรกเริ่มเป็น“การละเล่น”ในพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์เพื่อความมั่นคงและมั่งคั่งของเผ่าพันธุ์ คนทั้งชุมชนเป็นผู้เล่นร่วมกันหมดไม่แยกจากกันเป็นผู้เล่นกับผู้ดู

นานเข้าเมื่อความศักดิ์สิทธิ์ลดลง การละเล่นก็กลายเป็น“การแสดง”เพื่อความบันเทิงสนุกสนานอย่างเดียว ผู้เล่นกับผู้ดู แยกออกจากกันอย่างที่มีในปัจจุบัน ไม่เกี่ยวกับความมั่งคั่งและมั่นคงของเผ่าพันธุ์ แต่เป็นส่วนตัวของหัวหน้าเจ้าของการแสดง

สถาบันโขนของพวก“ลิงหลอกเจ้า”ในกรมศิลปากร ต้องศึกษาวิจัยเรื่องหน้ากากให้จงหนักกว่าที่เป็นอยู่ เพราะไม่เคยมีงานวิชาการด้านนี้เลย แม้ในสถาบันด้านดนตรีและนาฏศิลป์ก็ไม่เคยมีเผยแพร่เรื่องนี้ จะมีก็แต่ลอกๆของเก่าที่ไม่เคยเข้าใจหลักฐานพื้นเมือง

ควรให้ครูและศิษย์โขนละครไปดูการแสดงของทิเบตคราวนี้ จะได้ค้นคว้าวิจัยศึกษาเปรียบเทียบของไทยต่อไปข้างหน้า

ยังมีแสดงถึงวันที่ 10 มีนาคม