หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันจันทร์ ที่ 8 มีนาคม 2553

 

สังคมไทยไม่เหมือนที่เคย“สร้างภาพ”หลอกตัวเองไว้ ว่ามีความกลมเกลียวเป็นหนึ่งเดียว, อะลุ่มอล่วยประนีประนอม, ไม่เอาชนะคะคาน, ไม่ขัดแย้งรุนแรงเอาเป็นเอาตาย

เพราะแท้จริงแล้วในทางประวัติศาสตร์โบราณคดีมีพยานหลักฐานทั้งที่เป็นวัตถุโบราณ, เอกสาร, ลายลักษณ์อักษร, และคำบอกเล่าในรูปตำนาน, นิทาน, ฯลฯ ว่าทุกยุคทุกสมัยมิได้เป็นหนึ่งเดียว แต่ล้วนมีความขัดแย้งเอาชนะคะคาน มีทั้งรุนแรงและไม่รุนแรง มีทั้งเอาเป็นเอาตายและไม่เอาเป็นเอาตาย ฯลฯ

คำบอกเล่าเก่าแก่เรื่องเผยแผ่พุทธศาสนาในสุวรรณภูมิตั้งแต่บริเวณประเทศไทยออกไป ต้องปราบปรามคนพื้นเมืองคือ“นาค”หลายชาติพันธุ์ผสมปนเปอยู่ด้วยกันหลายหลากมากมายที่นับถือ“ศาสนาผี”อยู่ก่อนนานแล้ว ให้เปลี่ยนมานับถือพุทธ-พราหมณ์ คนชั้นนำพื้นเมืองยกศาสนาพุทธและพราหมณ์เป็นเครื่องมือทางการเมืองการปกครอง แล้วปราบปรามคนในศาสนาและระบบความเชื่อต่างจากตนตลอดมา มิได้ราบรื่นสงบเรียบร้อยเหมือนพรรณนาในประวัติศาสตร์

ยุคกรุงศรีอยุธยายิ่งเห็นชัดมากว่ามีความขัดแย้งสูง ตั้งแต่แรกสถาปนาเมื่อ พ.ศ. 1893 ครั้นสิ้นรัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดีแล้ว วงศ์อโยธยา-ละโว้ขัดแย้งกับวงศ์สุพรรณ นับแต่นั้นมาก็มีปฏิวัติรัฐประหารแย่งอำนาจในหมู่เครือญาติทุกรัชกาล จนถึงยุคปลายข้าราชการก็ร่วงโรยเบาบาง เพราะฆ่ากันมาเสียหลายแผ่นดิน

ด้วยเหตุนี้เอง พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง รัชกาลที่ 5  จึงทรงมีพระราชนิพนธ์เรื่องพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาตั้งแต่พระเจ้าทรงธรรมถึงสมเด็จพระเจ้าบรมโกศว่า

“คิดดูในระหว่าง 90 ปี ฆ่าเททิ้งกันเสียถึง 7 ครั้ง เกือบเป็น 13 ปี ฆ่ากันครั้งหนึ่ง”

กรุงสุโขทัยก็ไม่ได้ราบรื่นดังสร้างภาพหลอกๆว่าเสมือน“พ่อปกครองลูก” เพราะในจารึกหลักที่ 4 (วัดป่ามะม่วง) ระบุไว้ชัดๆว่าเมื่อเสด็จจากเมืองศรีสัชนาลัยไปถึงเมืองสุโขทัย “มีพระบัณฑูรให้ไพร่พลทั้งหลาย——เข้าระดมฟันประตู ประหารศัตรูทั้งหลาย——บัดนั้นจึงเสด็จพระราชดำเนินเข้าเสวยราชย์——ในเมืองสุโขทัย”

นี่เท่ากับมีจลาจลแย่งราชสมบัติกรุงสุโขทัย แล้วปราบปรามฝ่ายตรงข้ามด้วยการประหารศัตรูทั้งหลาย ไม่รู้ตายไปเท่าไร?

พยานหลักฐานตัวอย่างย่อๆที่ยกมานี้ ชี้ให้เห็นชัดๆว่า สังคมไทยไม่ได้หยุดนิ่ง แต่เป็นสังคมเคลื่อนไหวและไวต่อความเปลี่ยนแปลงทุกเรื่อง ยิ่งยุคนี้ยิ่งเปลี่ยนแปลงมากจากเดิมด้วยหลายสาเหตุด้วยกัน เกินจะพรรณนา

ฉะนั้น ในประวัติศาสตร์มีความขัดแย้ง, เอาชนะคะคานทั้งรุนแรงและไม่รุนแรง, ทั้งเอาเป็นเอาตายและไม่เอาเป็นเอาตาย, ทั้งสำเร็จและล้มเหลว, ฯลฯ  ไม่ต่างจากสังคมบ้านเมืองอื่นๆในโลก

ต้องยอมรับความจริงอย่างเปิดเผยและตรงไปตรงมา ว่าความเป็นไทย, สังคมไทย, ลักษณะไทย ไม่ใช่สังคมกลมเกลียวเป็นหนึ่งเดียวดังที่เคย“สร้างภาพ”หลอกตัวเองและหลอกคนอื่นไว้ แต่ที่จริงมีความหลากหลายแตกต่างทั้งในด้านความเป็นมาทางชาติพันธุ์และฐานคิดทางสังคมวัฒนธรรม เช่น ศาสนา ฯลฯ

เมื่อยอมรับความจริงว่ายังไงๆสังคมไทยไม่มีวันเหมือนเดิมอีกแล้ว มีแต่จะเปลี่ยนไป ทั้งในทางดีและทางไม่ดี ด้วยวิธีรุนแรงและไม่รุนแรง สังคมไทยจะได้เตรียม“รับมือ”ความเปลี่ยนแปลงได้อย่างสุขุมรอบคอบ อดทน หนักแน่น แล้วน่าจะพ้นวิกฤตได้ไม่บอบช้ำเกินไป

ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์นั่นแหละดีที่สุด ดีกว่ามีความเป็นไทยโดยไม่มีความเป็นมนุษย์ (รูปจาก วารสารอ่าน ปีที่ 2 ฉบับที่ 2 ตุลาคม-ธันวาคม 2552 หน้า 200)

order forzest onlinebuy yasmin online}