หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันพุธที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2553

“ราษฎรเดินนำ ราชดำเนิน” บนถนนเต็มไปหมดทั้งบริเวณ ใน–กลาง–นอก

หัวมุมถนนมหาไชยเชื่อมถนนราชดำเนินกลาง ตรงป้อมมหากาฬ เชิงสะพานผ่านฟ้า ลานเจษฎาบดินทร์ บริเวณที่เวทีใหญ่ของคนเสื้อแดงเอาหลังพิงป้อมน่าเกรงขาม

ผมยืนฟังเสียงพูดจาปราศรัยจากเวทีพิงป้อม แล้วกวาดดูที่คนเสื้อแดงดาดถนนล้นถึงสะพานผ่านฟ้า ข้ามคลองมหานาค-โอ่งอ่าง(กระถางแตก) ไปลานพระรูป

ที่ยืนตรงนี้ เมื่อจินตนาการย้อนหลังไปนานกว่า 50 ปีมาแล้ว เป็นจุดเดียวกับที่ผมเคยยืนมองถนนราชดำเนินอย่างตระหนกอกใจ ทำไมกว้างใหญ่ไพศาลโล่งโถงอย่างนี้ 4-5 นาที จะมีรถแล่นมาสักคัน

คราวนั้นผมเพิ่งเกาะชายจีวรพระสงฆ์จากดงศรีมหาโพธิ์ (ที่ อ. ศรีมโหสถ จ. ปราจีนบุรี) เข้ามาเป็น“เด็กวัด” ที่วัดเทพธิดาราม(ใกล้กุฏิสุนทรภู่) แล้วเข้าเรียนชั้นมัธยมปีที่ 1 (ม.1) ที่โรงเรียนวัดมกุฏกษัตริย์ ใกล้สะพานมัฆวาน

ทุกเช้าตรู่ต้องเดินออกจากวัดเทพธิดาราม ผ่านวัดราชนัดดาราม มาที่หน้าโรงหนังศาลาเฉลิมไทย(รื้อไปแล้วตรงลานเจษฎาฯ) เพื่อข้ามถนนไปอีกฝั่ง แล้วเดินข้ามสะพานผ่านฟ้า เข้าใต้ร่มมะขามราชดำเนินนอก ผ่านสี่แยกจักรพรรดิฯ ไปเชิงสะพานมัฆวาน เลี้ยวซ้ายผ่านหน้าศาลาสันติธรรม (ยูเอ็น) เข้าโรงเรียนวัดมกุฏกษัตริย์

โรงเรียนเลิกก็เดินทวนเส้นทางตอนเช้ากลับวัดเทพธิดาราม นาน 6 ปีเต็มๆ ตั้งแต่ ม.1 ถึง ม.6 เป็นปกติทุกวัน เว้นวันพระ-วันอาทิตย์ โรงเรียนหยุด

ที่โรงเรียนมีนักเรียน ม.1 ห้องละมากกว่า 50 คน ตั้งแต่ ห้อง ก.ถึง ช. ผมอยู่ห้องสุดท้าย คือ ช. เพราะมาจากบ้านนอกคอกนา เรียนทุกวิชาอ่อนมาก

ความเป็นบ้านนอก เป็นเด็กวัด เพราะยากจน แล้วยอมจำนนทุกอย่าง ตามวิสัย “ลาว” เป็นที่น่าสมเพชเวทนาของคนกรุงเทพฯยุคนั้น ทำให้ผมก้มหน้าหลบผู้คน เพราะกลัวคนทุกคนเป็นสันดาน กลัวลนลานไม่กล้าอยู่ท่ามกลางคนหมู่มาก มีสำนึกว่าบ้านนอก, เด็กวัด, ยากจน, ยอมจำนนเยี่ยงลาว, อย่าเสนอหน้า ไม่มีบุญวาสนาเหมือนคนอื่นๆ

นี่เองทำให้ไม่มีเพื่อน เพราะกลัว แม้มีเพื่อนบ้าง แต่ไม่บังอาจบอกใครว่าเขาเป็นเพื่อน กลัวเขาโกรธ กลัวเขาเสียหายที่มีเราเป็นเพื่อน เขาก็จำเราไมได้ ไม่รู้จักเราหรอก

ผมเป็นบ้านนอก, เด็กวัด, ยากจน, จำนนอย่างลาว, หัวทึบๆ, ทึ่มๆเชยๆ, ฯลฯ เรียนไม่ดี, คะแนนต่ำช้า, ไม่กล้าพูดกับครู, ไม่กล้าบอกว่าเป็นศิษย์ของครูคนไหนในโรงเรียนวัดมกุฏฯ เกรงครูเสียหายเพราะมีลูกศิษย์เฮงซวยอย่างเรา แล้วเชื่อมาตลอดว่าครูจำเราไม่ได้ เพราะเรายาจกเข็ญใจ กระจอกงอกง่อยอย่างที่ว่ามาแต่ต้น

ทุกวันนี้ยังรู้สึกทุกอย่างเหมือนครั้งเรียนมัธยมอยู่โรงเรียนวัดมกุฏกษัตริย์ แม้บางอย่างลดลงบ้าง, เปลี่ยนไปบ้าง แต่ส่วนมากยัง“กลัวคน”เหมือนเดิม ยิ่งเห็นคนมากๆ คนมีเกียรติ, คนเก่งๆ ฯลฯ ผมยิ่งกลัวลานแล้วหลบหน้าหาที่ซ่อนหัวซุกหัวซุน   จนถูกให้ร้ายลับหลังบ่อยๆ

ครูบาอาจารย์กับเพื่อนบางคน โทรศัพท์ถามผมเมื่อไม่นานนี้ว่ามีหลายคน        ข้องใจทำไม“ถือตัว”นัก ถึงไม่เคยไปงานพบปะสังสันทน์กับครูบาอาจารย์และเพื่อนนักเรียนเก่า

เวรกรรมจริงๆ ผมจนปัญญาอธิบายไม่ออก บอกไม่ถูกถึงความกลัวเป็นสันดานที่มีเต็มเนื้อตัวและหัวใจตั้งแต่บัดนั้นจนบัดนี้ แก้ไขไม่ได้ทั้งๆรู้ว่า“ความกลัว          ทำให้เสื่อม” ก็ยอมเสื่อม เพราะกลัวมากๆ ถ้าต้องมีชีวิตอยู่กับพวก “มีร่าง แต่ร้างใจ”

ประตูพฤฒิบาศ และป้อมมหากาฬ มองเห็นยอดภูเขาทองอยู่ลิบๆ  รูปเก่าเกือบร้อยปีมาแล้ว บริเวณขวามือปัจจุบันคือหัวมุมลานเจษฎาบดินทร์(รัชกาลที่ 3) ด้านหน้าเป็นถนนราชดำเนิน

taking viagra sublingual buy azithromycin 500mg online