หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันพฤหัสบดีที่ 11 มีนาคม 2553

“อย่าไปสนใจเรื่องบริจาคหนังสือ ให้สนใจเรื่องซื้อหนังสือเข้าห้องสมุดเลย ถ้าจะบริจาค(ก็)ให้เป็นเงินไปเลย ให้เขาไปซื้อเอง” ชมัยภร แสงกระจ่าง นายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย บอกไว้ใน กรุงเทพธุรกิจ วรรณกรรม (ฉบับวันอาทิตย์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2553)

ยังไม่เคยทำอย่างคุณชมัยภรบอกไว้ แต่เคยไปซื้อหาหนังสือ update สดๆร้อนๆจากร้านหนังสือ แล้วตั้งใจจะทำทุกเดือน โดยขอให้บรรณารักษ์แจ้งชื่อหนังสือที่คนอ่านต้องการ

แต่บรรณารักษ์เฉยๆ ผมเลยลงมือสำรวจความต้องการเอง แล้วซื้อเองเป็นเงินระดับหมื่นๆ ขนไปห้องสมุดให้ด้วย เพียงขอรายงานปฏิกิริยาคนเข้าห้องสมุด(ที่ไม่ค่อยมีคนเข้า)จากบรรณารักษ์

ไม่มีครับ เงียบจ้อยเลยครับ ไม่มีคำตอบว่าคนอ่านชอบหรือไม่ชอบ หรือต้องการหนังสือแนวไหน  จะได้ซื้อหาให้ตามต้องการ

ผมเคยเขียนเล่าเรื่องไว้แล้วว่ารัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ให้ประมูลหนังสือเข้าห้องสมุด โดยผู้มีอำนาจมอบให้ร้านหนังสือ“เหมา”หนังสือค้างสต๊อกประเภท“ชั่งกิโล”เพื่อรับส่วนลดเป็นส่วนตัว วิธีอย่างนี้ทำให้ “ปัญญาพินาศฉิบหายนะ” เลยมีจดหมายมาจะคัดบางตอนให้อ่านต่อไปนี้

“เมื่อพบคอลัมน์สยามประเทศไทย หัวข้อ “ปัญญาพินาศฉิบหายนะ” ใน นสพ. มติชน หน้า 20 พุธ 24 ก.พ. 2553 จึงตัดสินใจเขียนมาด้วยเหตุผล I couldn’t agree with you more ขออภัยที่ดัดจริตเป็นพวกฝรั่ง

ดิฉันเป็นอีกคนหนึ่งในสังคมไทยที่เกษียณเร็ว ปัจจุบันคือคนแก่คนหนึ่งที่ยังพอมีไฟ มีงานอดิเรกของตนเอง ซึ่งเป็นกิจกรรมที่อาจแลดูเป็นเรื่องประหลาด เพี้ยนๆสำหรับสังคมไทย  

ดิฉันคิดว่าคงมีบางคนคิดและอาจจะทำเช่นเดียวกับดิฉัน แต่อาจจะมีส่วนน้อยและไม่เป็นที่เปิดเผยในสังคม นั่นคือการทำงานร้านค้าให้เป็นกึ่ง ‘การให้บริการห้องสมุด ที่ไม่ได้เน้นเชิงพาณิชย์’ ทั้งนี้เพื่อเป็นการส่งเสริมให้ ‘รักการอ่าน’ ทำให้เด็กหรือผู้ที่ต้องการศึกษาเรียนรู้ ได้มีที่พึ่งพิง และอาจเป็นสถานที่คลายความเงียบเหงา อย่างที่ดิฉันได้เคยอ่านผ่านตาว่า ท่านมหาตมะคานธีกล่าวไว้ว่า ‘ข้าพเจ้าเป็นสุข และเชื่อว่าใครก็ตามซึ่งมีรสนิยมในการอ่านหนังสือดี ย่อมสามารถทนต่อความเงียบเหงาในทุกแห่งได้อย่างสบาย’

หนังสือหลากหลายมาจากที่ต่างๆ รวมทั้งของดิฉันเองด้วย ดิฉันมีระบบที่คิดขึ้นเองในการจัดคัดแยกประเภทหมวดหมู่ ซึ่งต้องปรับตามความเหมาะสมกับสถานที่เล็กๆ โดยอาศัยเพื่อนที่ชอบหนังสือเป็นหลัก และเครื่องคอมพิวเตอร์ เป็นผู้ช่วย มีรายละเอียดต่างๆสำหรับค้นหา ซึ่งไม่ใช่มาตรฐานของห้องสมุดทั่วไป แต่มีพื้นฐาน ระเบียบ กฎเกณฑ์ คล้ายคลึงกันกับห้องสมุดหลายๆแห่ง มีทั้งหนังสือเก่า-ใหม่ ดีๆมีคุณค่า มีโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่สามารถเรียกชื่อหนังสือ ผู้แต่ง และอื่นๆได้เช่นกัน 

ดิฉันจะมีหลักฐานว่าผู้ใดบริจาคหนังสือเล่มใด เมื่อใด และรายละเอียดอื่นๆที่ให้เกียรติกับผู้บริจาค

ดิฉันมิใช่หนอนหนังสือ แต่น่าจะเรียกได้ว่าเป็นผู้รักการอ่าน รักหนังสือได้คนหนึ่ง เพราะอย่างน้อยดิฉันได้ดำเนินการนี้มาร่วม 10 ปีแล้ว ผลที่ได้เป็นรูปธรรมคือ หนังสือชำรุด หาย ฯ ในด้านนามธรรม ความสุขใจ พึงพอใจ ที่ได้เห็นเด็กเล็ก ผู้ที่ยังต้องการศึกษา เรียนรู้ ได้ใช้บริการ ค้นคว้าหาข้อมูลที่ร้านห้องสมุดของดิฉัน แม้กระทั่งการแนะนำวิธีการหยิบ จับ เปิด อ่านหนังสือ ด้วยความรัก ทะนุถนอม ในวิธีการของดิฉัน และประการสำคัญคือเป็นการเพิ่มพูนความรู้ ความเพลิดเพลินให้กับตัวของ ดิฉันเอง

เมื่อเห็น ‘ปัญญาพินาศฉิบหายนะ’ ใน นสพ. มติชน จึงยิ่งทำให้ดิฉันรู้สึกตรงใจ ซึ่งภาษาวัยรุ่นจะเป็นทำนองว่า โดนใจ จึงตัดสินใจส่งจดหมายฉบับนี้มา”

วรัมพร รุทระวณิช 76 ซ. ร่วมมิตร ถ. ดินแดง สามเสนใน พญาไท กทม. 10400

แนวทางการศึกษานอกโรงเรียนและตามอัธยาศัย มีคุณวิเศษมาก แต่การปฏิบัติมีปัญหามาก เพราะตั้งชื่อหลอกๆ “นอกโรงเรียน” แต่ปฏิบัติจริงเป็น “ในโรงเรียน”ของราชการ “เจ้าขุนมูลนาย” เช้าชาม-เย็นชามตามยถากรรม หากไม่แก้ไข ก็เท่ากับทำการอ่านให้เป็น“ภาระ”ของชาติ

หนังสือ แนวคิดการอ่าน : ภาระของชาติ (ไม่ใช่วาระหรือเทศกาล) พิมพ์แจกโดย สำนักพิมพ์ผีเสื้อ มกุฏ อรฤดี บรรณาธิการบริหาร มีข้อความปกหลังว่า

ของขวัญที่ดีที่สุดสำหรับประชาชนที่พึงได้จากรัฐบาล คือ โอกาสแห่งการเรียนรู้ อย่างเท่าเทียม ทั่วถึง จริงจัง และจริงใจ

รัฐบาลที่ฉลาด ในประเทศพัฒนาทั้งหลาย พยายามคิดเรื่องการศึกษา หนังสือ การอ่าน และระบบห้องสมุดสาธารณะที่ดี ทั่วถ้วน เพื่อฅนของตนจะได้ฉลาดรอบรู้ยิ่งขึ้น

รัฐบาลที่ฉลาด (แกมโกง) ในประเทศด้อยพัฒนา มักทำทีเสมือนว่าสร้างแบบอย่างสิ่งดีๆ แต่ก็เฉพาะพวกในเมืองหลวง และเมืองใหญ่

ส่วนผู้ฅนต่ำต้อย ด้อยการศึกษาของประเทศนั้น คงได้แต่ความหวังจากเหยื่อล่อเล็กๆน้อยๆ เพื่อจะชักจูงได้ง่ายๆต่อไป ไม่รู้จบ กระมัง