หนังสือพิมพ์มติชนฉบับวันอังคารที่ 2 มีนาคม 2553

 

“ประชาคมเพื่อคุณภาพโรงเรียนขนาดเล็ก” ควรประกอบด้วย 3 ส่วน คือ ส่วนท้องถิ่น, ส่วนกลาง, ส่วนจิตอาสา

ส่วนท้องถิ่น มีผู้ปกครอง และ อปท. (องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น) ส่วนกลาง คือ ครูในโรงเรียน ส่วนจิตอาสา คือ เอกชนคนทั่วไป เช่น ศิษย์เก่า, NGO, ปัญญาชน, ผู้มีจิตอาสาทางการศึกษา, ฯลฯ ที่ส่วนท้องถิ่นกับส่วนกลางเชิญมา

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯบอกว่าแนวทางแก้ไขปัญหาโรงเรียนขนาดเล็ก มีว่าพื้นที่ใดสามารถพัฒนาโรงเรียนขนาดเล็กประจำตำบลได้ มีระบบขนส่งดี ยกระดับคุณภาพได้ ก็จะทำประชาคมร่วมกับผู้ปกครองและ อปท. เพื่อร่วมกันยกระดับคุณภาพ (มติชน ฉบับวันจันทร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ 2553 หน้า 22)

ในโลกความจริงของชนบทไทยขณะนี้ ผู้ปกครองและ อปท. แข็งแรงเรื่องระบบความปลอดภัยและขนส่ง แต่เรื่องคุณภาพการศึกษายังไม่แข็งแรง มีให้เห็นเกือบทุกแห่งตั้งแต่ชานเมือง กทม. ไปจนท้องถิ่นทุรกันดาร

มีกรณีตัวอย่างโรงเรียนวัดระดับประถมขนาดเล็กที่ จ.ปราจีนบุรี ห่างจากกรุงเทพฯราว 150 กม. มีกรรมการผู้ปกครอง, มี อปท.(เทศบาล) แต่ราว 2 ปี หาครูสอนภาษาอังกฤษไม่ได้ ประกาศรับแต่ไม่มีคนสมัคร นักเรียน 2 ปีนั้นไม่ได้เรียนภาษาอังกฤษทั้งโรงเรียน เพราะครูและประชาคมแก้ปัญหาไม่ได้ ไม่มีประสบการณ์

เมื่อผู้มีจิตอาสารู้เข้าก็ระดมผู้มีทรัพย์จาก กทม. ไปช่วยจนได้ครูสอนภาษาอังกฤษแก้ขัดไปก่อน แล้วจะระดมผู้รู้ใน กทม. และที่อื่นๆหาช่องทางแก้ปัญหาถาวรต่อไป แต่มาติดปัญหาผู้บริหารโรงเรียนไม่เอาใจใส่ ไม่เหลียวแลแก้ปัญหา เลยคาราคาซังจนบัดนี้

นายอภิสิทธิ์ บอกอีกว่าเริ่มปรับหลักสูตรการเรียนการสอนแล้ว โดยเฉพาะระดับประถม มีเนื้อหาซ้ำซ้อนต้องตัดออกกว่าร้อยละ 30 เพื่อเอาเวลาส่วนนั้นไปเรียนรู้นอกห้องเรียนและทำกิจกรรมต่างๆ

ก็กรณีตัวอย่างเดียวกันกับที่ จ. ปราจีนบุรี อีกนั่นแหละ มีผู้อำนวยการโรงเรียนจำนวนหนึ่งไม่สนองแนวทางนี้ ยังตะบี้ตะบันให้นักเรียนหมกในห้องเรียนเหมือนเดิม แม้จะมีผู้มีจิตอาสาทำกิจกรรมการศึกษากับเด็กให้ฟรีๆ ก็ไม่ยินดีต้อนรับ เด็กเลยเสียโอกาส

ทัศนศึกษา เป็นการเรียนรู้นอกห้องเรียนที่สำคัญมากๆ โรงเรียนในประเทศก้าวหน้าจะพานักเรียนทัศนศึกษาบ่อยมาก เช่น ญี่ปุ่น, ยุโรป, ฯลฯ ส่วนของไทยไปทัศนศึกษายากมาก เพราะไม่มีงบ ไม่มีเงิน และครูเน้นห้องเรียนมากกกว่าสิ่งอื่นใด

ผู้มีจิตอาสาจำนวนหนึ่งยินดีออกทุนให้พานักเรียนไปทัศนศึกษาอย่างน้อยเทอมละ 1 ครั้ง ปีละ 2 ครั้ง แต่โรงเรียนขนาดเล็กที่ยกมาข้างต้นไม่สนใจเรื่องนี้ เพราะครูไม่อยากดูแลรับผิดชอบ

ปัญหามาจาก ผอ. (ผู้อำนวยการ)โรงเรียนขนาดเล็ก ไม่อยากอยู่โรงเรียนขนาดเล็ก แต่อยากไปอยู่โรงเรียนขนาดใหญ่เพราะมีหน้าตายศถาบรรดาศักดิ์สูงกว่า ดีกว่า เลยไม่ใส่ใจโรงเรียนขนาดเล็กที่ตัวเองรับผิดชอบ เพราะต้องเอาเวลาไปใส่ใจเจ้านายที่มีอำนาจย้ายให้ไปอยู่โรงเรียนขนาดใหญ่

กระทรวงศึกษาธิการต้องเร่งโยกย้ายสับเปลี่ยนหาผู้บริหารโรงเรียนขนาดเล็กที่มีสำนึกเพื่อเด็กและให้เกียรติประชาคม มิฉะนั้นสิ่งที่นายกฯพูดก็แค่ good but mouth เท่านั้นเอง

พจนานุกรมภาษาถิ่นในจังหวัดราชบุรี พ.ศ. 2552 เล่มนี้ นายสุเทพ โกมลภมร ผู้ว่าราชการจังหวดราชบุรี เขียนคำนำบอกว่า

“เป็นหนังสือหนากว่า 600 หน้า รวบรวมถ้อยคำที่มีใช้อยู่ในชาติพันธุ์นั้นๆ ซึ่งมีจำนวน 8 ชาติพันธุ์ คือ กะเหรี่ยง เขมร จีน ไทยพื้นถิ่น ไทยวน มอญ ลาวเวียง ไทยทรงดำ (โส้ง หรือ โซ่ง) สำหรับภาษาจีนจัดทำทั้งจีนกลางและจีนแต้จิ๋ว (เป็นภาษาจีนที่ใช้กันมากในจังหวัดราชบุรี) โดยได้กำหนดคำที่เป็นภาษาไทยภาคกลางในลักษณะที่เรียกกันว่า ‘ศัพท์หมวด’ ซึ่งเป็นถ้อยคำต่างๆที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เป็นการสืบทอดวัฒนธรรมอันดีงามด้านภาษาถิ่นในจังหวัดราชบุรีให้ประชาชนและเยาวชนได้ตระหนักถึงความสำคัญของวัฒนธรรมด้านภาษาถิ่นที่ปัจจุบันไม่ได้รับการจัดเก็บรวบรวมไว้เป็นระบบ——จัดพิมพ์ตามโครงการอนุรักษ์ภาษาถิ่นในจังหวัดราชบุรี มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เข้าใจความเป็นมาของภาษา และซาบซึ้งในวัฒนธรรมในการใช้ภาษา และเห็นความสำคัญของภาษาไทยถิ่นนั้นๆ โดยได้รับงบประมาณพัฒนาจังหวัดราชบุรี ประจำปีงบประมาณ 2552”

สยามรัฐพิพิธภัณฑ์เคยพิมพ์หนังสือสมุดราชบุรี เมื่อ พ.ศ. 2468 สมาคมมิตรภาพญี่ปุ่น-ไทย พิมพ์ซ้ำทั้งเล่มเมื่อ พ.ศ. 2550 มี(พจนานุกรม)ภาษากะเหรี่ยงอยู่ท้ายเล่มด้วย ถ้าเอางบพัฒนาจังหวัดพิมพ์ “สมุดราชบุรี”แจกจ่ายให้รู้ทั่วกัน จะมีประโยชน์กว่าพิมพ์งานที่คนทำไม่สันทัดจัดเจนภาษาถิ่น