มติชนสุดสัปดาห์ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553


“กี่เดือนแล้ว” คนเดินสวนทางเทินกระจาดใส่ของถวายพระหยุดทักอีไทยเบี้ยวที่ท้องโย้โตใหญ่

“ยำไม่ไน่”  อีไทยเบี้ยวอ้าปากเบี้ยวอย่างจะตอบคนเดินสวนทางว่าจำไม่ได้

“พ่อมันคนไหนล่ะ” คนทักทายเข้าใจว่าใครสักคนในกลุ่มที่เดินมาด้วยกันจะเป็นพ่อของเด็กในท้อง

“ไม่ไน่ยำ” อีไทยเบี้ยวตอบอย่างปกติธรรมดาว่าไม่ได้จำ เพราะไม่ได้จำจริงๆว่าใครเป็นพ่อเด็กในท้อง แต่คนถามไม่รู้ว่าอีไทยเบี้ยวเป็นนางในโรงอีดอกทองของออกญาเมี้ยน เลยคาดว่าไม่ชอบใจ ไม่อยากตอบ ก็เดินหลีกปทางอื่น

“มึงล่ะ——” นางไทยแม่เล้าหันไปถามอีดอกทองอีกคนหนึ่งที่มีท้องโย้เหมือนอีไทยเบี้ยวอย่างขำๆ “จำรึไม่ได้จำ”

นางไทยกับอีไทยชื่อไทยซ้ำกัน ต้องการให้รู้ว่าหมายถึงไทยคนไหนเลยเติมคำต่อท้ายว่าอีไทยเบี้ยว เพราะปากเบี้ยวคนหนึ่ง กับนางไทยแม่เล้าอีกคนหนึ่ง เพราะออกญาเมี้ยนมอบให้คุมอีดอกทองทั้งหมดทุกคนในโรงชำเรา คำว่าเล้าหมายถึง รัง, ที่อยู่, ที่เก็บรวบรวมใช้ได้ทั้งคน, สัตว์, และสิ่งของ เช่น เล้าอีดอกทอง, เล้าไก่, เล้าข้าว คือยุ้งเก็บข้าวเปลือก ส่วนแม่คือผู้เป็นหัวหน้า, ผู้เป็นนาย ฉะนั้นแม่เล้า หมายถึงผู้เป็นหัวหน้าควบคุมดูแลพวกอีดอกทอง

“จำไม่หมด” อีกดอกทองท้องโย้คนนั้นตอบชัดๆตรงๆว่ารับจ้างชำเราแก่บุรุษไม่รู้กี่คนมาแล้ว จำไม่หมดว่าใครเป็นพ่อเด็กในท้อง แต่ที่จริงมีบุรุษคนใดคนหนึ่งเท่านั้นที่เป็นเจ้าของน้ำเชื้อให้ตั้งท้อง เพียงแต่ไม่มีใครอยากจำ เพราะไม่มีความหมายอะไรแก่ชีวิตและอนาคตที่ไม่มีหวัง “นิ้วไม่พอนับ ชั้นรวมทั้งนิ้วมือนิ้วตีน ยังไม่พอนับ”

หม่อมกั้งเดินนำพวกบ้านชานกำแพงพระนครผ่านย่านหอรัตนไชยไปตามป่ามะพร้าวทางถนนหน้าบางตราถึงสะพานช้างข้างวัดราชประดิษฐานก็เลี้ยวซ้ายไปทางวัดพลับพลาไชยเพื่อเลี้ยวขวาเข้าถนนเจ้าพรหมระหว่างวัดราชบุรณะกับวัดมหาธาตุ มุ่งไปทางกำแพงวังหลวงตรงหน้าพระที่นั่งจักรวรรดิไพชยนต์ที่อยู่ข้างในวังด้านหลังกำแพง เพื่อจะเลี้ยวซ้ายเลียบกำแพงวังหลวงไปไหว้พระที่วัดพระศรีสรรเพชญ์

ถนนเจ้าพรหม เป็นถนนปูอิฐเพราะเป็นเส้นทางเข้าวังหลวงด้านตะวันออก อันเป็นทิศสิริมงคลชัยชนะ ส่วนวัดมหาธาตุเป็นประธานใหญ่ของราชอาณาจักร เสมือนหลักของเมืองหรือหลักเมืองที่แท้จริง แต่วัดราชบุรณะเป็นที่ถวายพระเพลิงเจ้าอ้ายกับเจ้ายี่ แล้วเจ้าสามพระยาสถาปนาบูรณปฏิสังขรณ์ขึ้น

เมื่อเป็นย่านวัดหลวงใหญ่สำคัญ มีตลาดโรงร้านไม้ไผ่เป็นแถวเป็นแนว หน้าวัดฝั่งตรงข้าม จึงมีขบวนแห่แหนเจ้านายขุนนางใหญ่หลายขบวนมาไหว้พระทำบุญทำทานสับสนอลหม่าน แล้วมีไพร่ฟ้าหน้าใสหาบหามแบกขนสิ่งของมาถวายสมณภิกษุสงฆ์ชุลมุนวุ่นวายไปมา ยิ่งถึงสี่แยกระหว่างวัดทั้งสองก็ยิ่งอลวนอลเวงต่อล้อต่อเถียงแย่งทางถึงตีรันกันก็มี

ฝูงไพร่บางพวกนุ่งขัดเขมรบ้าง นุ่งเตี่ยวบ้าง ถือดอกชบาสีแดงและดอกหญ้าสีต่างๆมาก้มกราบไหว้อยู่นอกกำแพงวัด มีตำรวจนครบาลยืนเฝ้าประตูกำแพงวัดมิให้พวกนี้เข้าได้ เพราะมีเจ้านายขุนนางใหญ่กระบวนแห่นับสิบ รวมกันก็นับร้อยคนเลยไม่มีที่ทางจะให้ฝูงไพร่พวกนี้เข้าไปเกะกะ

แต่ด้านหน้าวัดมหาธาตุกับวัดราชบุรณะก็มีหมู่วณิพกยาจกขอทานนั่งสองข้างทางเป็นกลุ่มยาวถึงประตูเข้าวัด วณิพกพวกนี้ไม่มีเรือน เป็นคนไร้เรือนมาแต่กำเนิดก็มี เพิ่งตกยากไร้เรือนก็มี พวกขี้ทูดกุฏฐังก็มี พวกพิกลพิการก็มีสารพัด ทุกวัดมีคนพวกนี้พึ่งพาอาศัยได้ส่วนแบ่งจากคนมีบุญ คนใจบุญสุนทาน แต่บางคนไม่มีเรือน เพราะสละเรือนที่เคยมี แล้วบำเพ็ญตนเป็นฤาษีถือศีลนักบวชภิกขาจารขอทานเขากินประทังกาย

“พรึ่งนี้—มะรืนนี้ ถึงมาไหว้พระมหาธาตุ” หม่อมกั้งหันมาพูดกับพวกบ้านชานกำแพงพระนครป้อมมหาไชย “วันนี้ตรงไปไหว้พระสิหิงค์สฮิงสเฮยก่อน ไม่รู้จะเข้าถึงรึเปล่าวันนี้ จะถึงบ่ายหรือค่ำก็ไม่รู้ละ”

“ยังไงก็ต้องไหว้พระในวันนี้ จะอยู่ถึงมืดค่ำก็ได้” พวกบ้านละครพูดจากันเอง แล้วหันไปทางพวกอีดอกทองกับหมู่วณิพก “พ่อกั้งกับแม่แก้วต้องพาเข้าไปให้ได้ก็แล้วกัน จะได้มีบุญวาสนาเหมือนคนอื่นเขาบ้าง”

พวกบ้านป้อมมหาไชยต้องพากันนั่งยองๆมองดูแล้วปูผ้าพับเพียบกับพื้นอยู่ตรงทางสี่แพร่งถนนเจ้าพรหมข้างวัดมหาธาตุราชบุรณะ เพราะมีขบวนช้างของเจ้านายหลายวังเสด็จมานมัสการในวันเข้าพรรษา มีทั้งจากวังหลวง วังหลัง วังหน้า กับขุนนางบ้านรั้วใหญ่บ่าวไพร่นับร้อยๆตามเสด็จและตามมูลนายมาวัดมหาธาตุ

บ่าวไพร่บริวารเมื่อเจ้านายกับขุนนางเดินเข้าประตูด้านข้างวัดมหาธาตุ บรรดาบริวารบ่าวไพร่ก็ยั้งขบวนจับกลุ่มรออยู่ข้างกำแพงวัดฝั่งซ้ายขวามหาธาตุบุรณะ ทำให้มีฝูงคนคับคั่งเบียดเสียดเยียดยัดอัดกันอยู่ตรงนั้นไปไหนไม่คล่อง ต้องหยุดกับที่

บริวารบ่าวไพร่เนื้อตัวดำๆด่างๆแต่งแดงบ้าง เขียวบ้าง แต่บางกลุ่มนุ่งผ้าผืนเดียวเตี่ยวพันกายมีเหงื่อไหลไคลย้อยเหมือนฝีพายมีหมึกดำเทาสักแผ่นหลังแสดงสังกัด แล้วพากันตั้งหน้าเอาพายจ้วงน้ำส่งเสียงฮึดฮือๆให้จังหวะและเหนื่อยแรง เมื่อได้หยุดพักเอาแรงก็อ่อนระทวยยืนๆนั่งๆคอตกอยู่ตรงนั้น รอเวลาเริ่มต้นอีก

หม่อมแก้วเห็นบ่าวไพร่อย่างนี้มาตั้งแต่จำความได้ เหมือนหม่อมกั้งนั่งเมินไม่มองเพราะเห็นขบวนแห่แหนแน่นเนืองแล้วอดคิดถึงชีวิตตัวเองแต่ก่อนมิได้ ซึ่งไม่มีวันหวนกลับ มีแต่จะลับหายไป เมื่อเห็นหนทางบางเบาผู้คน ก็ลุกยืนบอกพวกบ้านเดินต่อไป แล้วได้พบปะคนบ้านอื่นๆทางหัวรอน้ำพากันมาถึงตรงนั้นพอดี เลยสมทบไปพร้อมๆกัน

“โอ๊ย—โว้ย—” อีไทยเบี้ยวกำลังเอามือขวายันตัวเองให้ลุกยืนเพราะท้องใหญ่ร้องสุดเสียงเมื่อไม้ลำคานลำหนึ่งสอดเสือกมาจากทางตรงข้ามกระทุ้งกระแทกเข้าที่ท้องใหญ่นั้นจนอีไทยเบี้ยวเซไปโดนพวกอีดอกทองหลายคนช่วยกันรับคับขันไว้ไม่ให้ล้ม

ไม้ลำคานเป็นไม้ไผ่บงลำใหญ่ ใช้สอดใต้แคร่เสลี่ยงวอเกี้ยวของเจ้านายน้อยๆหรือขุนนางมียศศักดิ์ สองลำคานบ้าง ลำคานเดียวบ้าง มีบ่าวไพร่หามแห่ส่งเจ้านายเมื่อถึงที่หมายก็รอเป็นกลุ่มๆไป แต่ที่มาโดนท้องใหญ่นี้กำลังหาบหามถอยหลังตั้งหลักไปรับนายแล้วไม่ทันมองข้างหลัง

“ขวัญเอ๊ย—ขวัญมา—อย่าตกใจนะลูกนะ” นางไทยแม่เล้าเถ้าแก่เอามือลูบท้องอีไทยเบี้ยวแล้วเรียกขวัญปลอบขวัญให้ทารกในท้อง

อีไทยเบี้ยวค่อยๆก้าวขาออกเดินแล้วอ้าปากเบี้ยวเหมือนจะพูดให้รู้กันว่าเคยโดนแล้ว คราวก่อนเดินชนหัวตะเข้เกียนที่ปลดควายตั้งขาหยั่งไว้ก็ตรงท้องแถวนี้แหละ

ตะวันขึ้นสูงเลยเพลแล้ว หม่อมกั้งกับหม่อมแก้วพูดจาให้ข้าหลวงผ่อนปรนอนุญาตให้พาพวกบ้านป้อมมหาไชยเดินทุลักทุเลปะปนคนทั้งหลายถึงลานท้องพระเมรุหน้าจักรวรรดิที่มีงานพระเมรุล่าสุดไปไม่นาน แล้วพากันนั่งยองๆยกมือพนมเอาข้อศอกวางบนหัวเข่า ไม่นานนักก็เปลี่ยนเป็นหมอบกราบราบลงกับพื้นดินหญ้าตรงนั้น หันไปทางวัดพระศรีสรรเพชญ์เห็นยอดเจดีย์ 3 องค์เรียงกันในแนวตะวันขึ้น ตะวันตกดิน

ตรงประตูหน้าวัดด้านตะวันออก มีเจ้านายใหญ่น้อยบรมวงศานุวงศ์ จนถึงชาววังหลวง, วังหลัง, วังหน้า, และวังเบ็ดเตล็ด เสด็จย่างพระบาทเปล่าพร้อมมหาดเล็กและนางข้าหลวงล้วนมีสีสันโสภาสารพัดขวักไขว่ลานตาไปหมด ที่นี่จึงเป็นเขตหวงห้าม เว้นเสียแต่จะมีเจ้านายให้เข้ามากราบไหว้ได้โดยพูดจาหรือติดสินบนคนเฝ้าปากทาง

“สา—ธุ—สาธุ—สาธุ” ทุกคนยกมือไหว้ไปกราบไปแล้วพึมพำคำสาธุไปสามเที่ยวบ้าง ห้าเที่ยวบ้าง ตามความพอใจของตน เพราะต่างคิดอย่างเดียวกันว่าถือเป็นบุญกุศลมหาศาลได้เข้ามากราบพระพุทธศักดิ์สิทธิ์ถึงที่ตรงนี้ ลำพังพวกบ้านชานกำแพงพระนครป้อมมหาไชยแล้วไม่มีน้ำหน้าจะมาถึงตรงนี้ได้ มีแต่จะถูกโบยหรือตัดหัวขั้วแห้งเสียแต่ตรงทางเข้าถึงกำแพงวังหลวงนั่นแล้ว

หม่อมกั้งบอกบุญให้พวกบ้านไว้ก่อน แล้วว่าพระพุทธศักดิ์สิทธิ์เป็นหลักชัยสำคัญของบ้านเมืองนี้มี 8 องค์ อยู่ในวัดพระศรีสรรเพชญ์ 4 องค์

คือพระพุทธศรีสรรเพชญ์ หุ้มทองคำทั้งองค์ ประทับยืน สูง, พระพุทธไตรภพนาถ หรือพระโลกนาถ ประทับนั่งสมาธิราบ ขาซ้อนกัน หน้าตักศอกคืบ หล่อด้วยทองคำ ทรงเครื่องต้น, พระพุทธสิหิงค์ ประทับนั่งสมาธิเพชร ขาขัดกัน หน้าตัก 4 ศอก หล่อด้วยนากชมภูนุช, และพระพุทธจันทน์แดง รวม 4 องค์

“สฮิง สเฮย—พระสฮิง สเฮย—” ขุนศรีศรัทธากราบลงพื้นดินหญ้าเสร็จแล้วพูดขึ้นให้ได้ยินกันทุกคนเพื่อจะบอกว่าพระพุทธสำคัญอยู่ในวัดนี้องค์หนึ่งชื่อสฮิงสเฮย “เป็นพระพุทธหล่อด้วยทองนากเหมือนทองคำ”

“คนบ้านกูเรียกพระสฮิงสเฮย” ไอ้เมงเปิงพูดกับยาจกด้วยกันว่ารามัญมอญเรียกพระสฮิงสเฮย

พระพุทธสิหิงค์ ที่มอญเรียกสฮิงสเฮย หมายถึงพระพุทธที่บันดาลให้มีปีติยินดีในธรรม พระเจ้าแผ่นดินอยุธยาอัญเชิญลงมาจากเมืองเชียงใหม่คราวตีได้เชียงใหม่ แล้วประดิษฐานไว้ที่วัดบรมพุทธารามหรือวัดกระเบื้องเคลือบ อยู่มหารัถยา ข้างใต้วังหลวงไปทางตะแลงแกง ราชทูตจากเมืองลังกาสิงหลเคยมานมัสการในวิหารวัดบรมพุทธาราม หลังจากนั้นพระเจ้าแผ่นดินให้อัญเชิญมาประดิษฐานในวิหารยอดปรางค์ปราสาทวัดพระศรีสรรเพชญ์ มีพุทธานุภาพยกเป็นหลักของราชอาณาจักรอีกองค์หนึ่ง

“เจ้าประคู้น—ขอให้คุ้มครองบ้านเมืองอย่ามีศึกสงครามอีกเลย เจ้าประคู้น” ขุนศรีศรัทธายกมือพนมอธิษฐานดังๆให้ทุกคนจากบ้านป้อมมหาไชยพูดพร้อมกันเป็นเสียงเสนาะสนั่นลั่นไปทั้งดินหญ้าฟ้าแถน