มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ 2553

รุ่งขึ้นหลังวันเข้าพรรษาแล้ว “ทายกมีศรัทธา ต่างเต้า” เอาดอกไม้กับสิ่งของเครื่องใช้ไปถวายภิกษุ บางคนไม่มีของถวายก็ไปไหว้พระศักดิ์สิทธิ์ในวัดต่างๆ บ้างพายเรือลัดเลาะไปตามแม่น้ำลำคลอง แต่มีบางพวกเดินตามถนนเลียบคลองในเกาะเมืองอยู่ขวักไขว่หลายหลากสีสันสวนกันไปมา

ชาวบ้านชาวเมืองจะพากันลงเรือบ้าง เดินบ้าง เป็นหมู่ๆพวกๆไปไหว้พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ตามวัดที่ศรัทธาเป็นเวลาต่อเนื่องกันราว 15 วัน หรือมากกว่านั้น นับแต่วันเข้าพรรษา 15 ค่ำ  เดือน 8

ทุ่งนานอกพระนครออกไปมีน้ำเจิ่งนองเป็นหนองบึง แม่น้ำลำคลองมีน้ำเปี่ยมฝั่งรอแต่จะมีมากขึ้นเมื่อน้ำหลากมาจากทางเหนืออีกไม่นานข้างหน้า

ผู้คนชาวบ้านพากันลอยเรือไปวัดเป็นขบวนยาว บางพวกเอาเครื่องมือดีดสีตีเป่าร้องเรือไปตามลำน้ำบางแก้ว แล้วเป่าขลุ่ยเป่าปี่ตีทับขับลำโห่ร้องเสนาะสนั่นสนุกสนานไปด้วยเพลงดนตรีถอยหลังเข้าคลองร้องจะไปไหว้พระว่า

         ๏ เจ้าเอยน้ำไหล          น้ำไหลเข้าคลองบ้านรี

ตัวเจ้ากับพี่                             จะมาลงเรือด้วยกัน

พร้อมหน้าข้าไทย                 จะไปไหว้พระเกษมสันต์

ภาคหน้าได้พบกัน                ทุกชาติทุกชั้นนะเจ้าเอย

ส่วนพระนครเกาะเมือง พระเณรเมื่อมองเห็นลายมือตัวเองก่อนพระอาทิตย์ขึ้นแล้วก็ห่มจีวรคลุมไหล่สะพายบาตรเดินช้าๆตามกันเป็นแถวเรียงหนึ่งลำดับอาวุโสพรรษาออกบิณฑบาตไปรอบวัด มีทายกทายิกาประสกสีกาทั้งหนุ่มสาวเฒ่าแก่ยกข้าวปลาอาหารแห้งๆทั้งหวานคาวนั่งยองๆบ้าง คุกเข่ากับพื้นดินหญ้าบ้าง คอยใส่บาตรสมณะพระภิกษุตลอดแถวตั้งแต่รูปต้นถึงรูปสุดท้าย

เมื่อใส่บาตรแล้วภิกษุสมณะเดินแถวเรียงหนึ่งกลับเข้าวัดไปฉันอาหารเช้า ส่วนชาวบ้านแบกขนภาชนะกลับเข้าเรือนใครเรือนมัน กินข้าวเช้าตามมีตามเกิด แล้วจัดแจงแต่งตัวออกจากบ้านไปไหว้พระเมื่อตะวันสาย

“กะจองงอง กะจองงอง—— ” เสียงผู้ชายฉกรรจ์ตะโกนไปตามทางแล้วตีฆ้องกระแตเป็นคู่ๆสลับไปด้วย มีคนฉกรรจ์สองคนนุ่งผ้าแดงหยักรั้งถกเขมรหน้าอกเปลือยเปล่าเห็นกล้ามเนื้อเป็นมัดมะขามข้อเดียว ผิวเข้มเกือบดำ แล้วมีแผลเป็นตามเนื้อตัว ในมือถือหวายยาวเดินขนาบซ้ายขวาไปบนทางแคบๆตามคนตีฆ้องเดินหน้าร้องว่า             “หลีกทาง หลีกทาง——กะจองงอง กะจองงอง——”

ฝูงคนเดินข้างหน้าพากันแตกฮือชุลมุนมุดหาที่หลบข้างทาง พวกหนึ่งหาที่หลบไม่ได้ก็ทรุดลงนั่งยองๆ มองดูดินไม่เงยหน้า

“ขวับ—ขวับ—” เสียงหวายฟาดทั้งซ้ายขวาเมื่อมีคนเก้ๆกังๆรีๆรอๆ ไม่หลีกทางนั่งก้มหน้าแล้วร้องตะโกนด่าไปด้วย “หูมึงหนวกหรืออีห่า ไอ้ห่า—”

“เอิ๊บ—” ไพร่บางคนอ้าปากร้องดังเมื่อโดนหวายฟาดที่ไหล่ไพล่ไปถูกต้นคอเปลือยเปล่า พอเห็นคนนุ่งผ้าแดงถือหวายก็รู้ว่าจะต้องทำอย่างไร พากันมุดหน้าหนีไปจากที่ตรงนั้นทันใด

“หลีกไป——นายมาแล้ว——กะจองงอง กะจองงอง—— นายมาแล้ว—หลีกไป หลีกไป—กะจองงอง” เสียงตะโกนสลับตีฆ้องกระแตเสียงแปร๋ไป ได้ความว่ามีนายจะผ่านมาทางนี้ พวกไพร่ต้องหลีกไป หลีกไป ถ้าไม่หลีกต้องโดนหวายถึงเลือดตก

สักครู่หนึ่งมีผู้เป็นนายนั่งแคร่มีคนหามแห่นับสิบ กับบริวารบ่าวไพร่ทนายถือหีบห่อหมากพลูกับยาสูบเดินขนาบตามเป็นขบวน แล้วปิดท้ายด้วยดาบสองมือสองคนคู่ซ้ายขวาระวังหลัง

“ไปแถวบ้านเราไม่ได้หรอก—” หม่อมกั้งหันมาพูดกับหม่อมแก้วน้องสาว ให้ได้ยินทั้งกลุ่มชาวละครบ้านขุนศรีศรัทธาที่เดินตามหม่อมพี่น้องสองคนจะไปไหว้พระพุทธรูปในวัดพระศรีสรรเพชญ์ แต่ต้องหยุดอยู่ข้างทางเพราะติดขบวนผู้เป็นนาย “มันยกขบวนไปทางบ้านเราไม่ได้แน่”

“เขาห้ามไว้หรือยังไง” นางสีได้ยินแล้วถาม

“ทางเข้าบ้านเรากว้างแค่วาเดียว ไม่ถึงสองวา” หม่อมกั้งนั่งยองๆมองดูหน้าคนอื่นๆแล้วพูดต่อไปอีกว่า “แต่นายพวกนี้ถนนกว้างสี่วามาไม่ได้ กีดหัวไหล่ไกวแขนขัดข้องขลุกขลักไปหมด จะหดก็หดไม่ลง พวกจมไม่ลง—”

“ได้แต่ลอยไปลอยมาเหมือนหมาเน่าลอยน้ำใช่ไหม” หม่อมแก้วถาม แต่เป็นคำถามที่ไม่ต้องการคำตอบ จนเมื่อขบวนผู้เป็นนายผ่านไปแล้ว ชาวละครป้อมมหาไชยก็ลุกเดินตีนเปล่าต่อไป

ที่พากันมาอยู่ตรงนี้เพราะหม่อมกั้งกับหม่อมแก้วโจงกระเบนเดินนำออกจากโรงเรือนชานกำแพง เลียบกำแพงพระนครไปทางทำนบรอน้ำ แล้วเลี้ยวขวาขึ้นเดินถนนเข้าประตูช่องกุดใกล้ประตูใหญ่หอรัตนไชยมาติดขบวนผู้เป็นนายตรงนี้เอง

อีดอกทองของออกญาเมี้ยนหมู่หนึ่งชวนกันไปไหว้พระเข้าพรรษา ออกญาให้นางไทยเถ้าแก่เป็นแม่เล้าดูแลเหล่าทั้งหมด พากันเดินตามหลังขบวนชาวละคร       นางเหล่านั้นที่ทาแป้งแต่งตัวนุ่งโจงบ้าง นุ่งโสร่งบ้าง นุ่งถุงบ้าง มีสไบพาดบ่าบังนมไม่มิดปิดไม่หมด เลยดูราวลอยประชันสั่นสะเทือนเลื่อนระริก บางนางนมโตเท่าโถยอด น่าขอยืมกอดสองคืนมะรืนส่ง บางนางอย่างมณโฑนมโตข้างเดียว บางนางราบรวบเหมือนบวบต้ม แต่บางนางทั้งสองเต้าห้อยตุงเหมือนถุงแว่นบีบขนมจีนแป้งหมดแล้ว

อีไทยเบี้ยว พูดไม่ชัดเพราะปากเบี้ยวแต่กำเนิด เดินอุ้มท้องโย้ไม่มีผัวตามนางไทยเถ้าแก่แม่เล้าที่นำหน้าเหล่าอีดอกทองต่อท้ายหมู่ชาวละครป้อมมหาไชยที่มีเรือนเคียงเรียงกันอยู่ชานพระนคร แล้วคุ้นเคยกันตามประสาบ้านใกล้เรือนเคียง เลยไปไหว้พระเข้าพรรษาตามๆกัน เดินเรียงหนึ่งเหมือนอยู่บนคันนา

อีแฉล้มกับอีเม้ยเป็นหัวโจกพวกเมาะตะมะทวาย, อีหม่อน อีไหม น้ำมูล, อีหมวยแม่เบี้ย, อีเมี่ยงแม่คำใต้, อีหมันโคกทะลอก, แล้วมีอีต่างๆอีกหลายนางล้วนนมยานโทงเทงกระเตงตะกร้ากระจาดใส่ห่อข้าวปลาอาหารไว้กินเพล แต่บางนางท้องโย้เหมือนอีไทยเบี้ยวเอาข้าวปลาใส่ย่ามผ้าฝ้ายสะพายเดินเพลินดี

“กะจองงอง——กะจองงอง——” เสียงคนฉกรรจ์ตะโกนสลับตีฆ้องกระแตดังขึ้นอีกเมื่อถึงย่านตลาดจะเลี้ยวเข้าทางไปมหาธาตุราชบุรณะ “หลีกทาง——หลีกไป——อย่ากีดขวาง——กะจองงองๆ”

มีฉกรรจ์สองคนซ้ายขวา หมวกแดงกระดำกระด่าง เสื้อแดงกระดกกระดนโด่  ขัดดาบสองมือสะพายหลังเดินตามคนตีฆ้องกับสองหวายซ้ายขวาที่หวดขวับๆใส่คนนุ่งผ้าผืนเดียวเตี่ยวพันกาย

“โอ๊ย— ไอ้ห่า—” ไอ้บังไบกับไอ้เมงเปิงตกใจล้มกลิ้งลงข้างทางเมื่อโดนถีบเต็มตีน จึงหันไปตะโกนด่าไอ้เฮียเฮง แต่ไอ้กล้อนกระโดดพ้นไปอีกทาง ครั้งมองเห็นคนฉกรรจ์ถือดาบกับถือหวายเหวี่ยงไปมาก็หดหัวเงียบหายเข้าซอกร้านโรงรกๆที่อีดอกทองสุมหัวอยู่ก่อนแล้ว

“ถ้ากูไม่ถีบมึงลงมาคลุกฝุ่น ก็ต้องหลังลาย แถมจะใส่ตรวนเอามึงไปตะแลงแกงทั้งสองคน” ไอ้เฮียเฮงพูดใส่หูทั้งสองคนที่ค่อยๆคลายตกใจ ได้แต่สั่นกลัวแทนเมื่อเหลือบมองดาบกับหวาย

เจ้านายนั่งกูบหลังช้างย่างเยื้องสูงใหญ่ส่ายหัว กระดิกหูชูงวงงอนงาราวพญาคชสารฉัตทันต์ มีหมอช้างถือปฏักเดินขนาบสองข้างหูหัว ฝูงไพร่สองข้างทางตื่นกลัวกระจายหนีลนลานลงไปนั่งยองๆมองดูแล้วกดก้มแต่พนมมือท่วมหัวพินอบพิเทา

“น้ำฝน—กินกันเถอะจะได้เย็นๆ” อีเมี่ยงกินน้ำจากตะบวยกะลามะพร้าวห้าวที่ตักจากหม้อดินตั้งอยู่หน้ากระท่อมริมทางที่หลบขบวนช้างเจ้านาย แล้วหันไปเรียกพวกวณิพกที่หลบอยู่ใกล้ๆกัน

ไอ้กล้อนเห็นดีเห็นงามตามอีเมี่ยงก็คว้าตะบวยตักน้ำจากหม้อดินเขียวตะไคร่มาเทใส่ปากแหงนหงายหน้าขึ้นฟ้าแดดสวยเมื่อตะวันสายมากแล้ว

วณิพกทั้งสี่ไม่ได้มีศรัทธาเลื่อมใสจะไหว้พระเกษมสันต์เหมือนคนอื่นๆ แต่พวกบ้านเขาถือดอกไม้ไต้เทียนไหว้พระกันหมด จะอยู่โรงกระท่อมก็ผิดประหลาด เลยเดินตามแห่แส่ตามแถวปิดท้ายไปด้วย อย่างน้อยก็ได้เห็นนางงามๆประแป้งแต่งตัวอะร้าอร่ามเป็นขวัญตาขวัญใจ ชะดีชะร้ายก็มีวาสนาเห็นนางฟ้านางสวรรค์ที่พวกผู้ดีเขาแต่งกาพย์กอดโคลงแกล้งเกี้ยวว่า

            ๏ ผาดเห็นเพ็ญผ่องหน้า          โฉมหลากหล้าอ่าเอวกลม

คิ้วโก่งทรงในนม                                  แต่งผมไปล่ไรเพริดเพรา

            ๏ ผาดเห็นเพ็ญภาคเนื้อ          นวลนม

ตุมเต่งเล็งไรผม                                   ไปล่แปล้

อกแบนแอ่นเอวกลม                            กาเมศ

คิ้วก่งทรงในแท้                                    แยบยิ้มเปรมปราย

“จะได้ไหว้พระไหมหนอวันนี้” หม่อมแก้วถามหม่อมกั้งอย่างไม่ตั้งใจและไม่ต้องการคำตอบ เพราะต่างพากันมองขบวนช้างเจ้านายผ่านไป ฝูงไพร่ที่หลบซ่อนข้างทางต่างลุกยืนขึ้นออกเดินขวักไขว่เต็มหนทางสวนกันไปมาสาละวน

“มาโน่นอีกแล้ว” นังโสมห่มสไบบางพรางแน่งเนื้อนมเฉลา มือถือดอกไม้เด็ดจากสองข้างทางเดินผ่านมา แล้วยกมือชี้ไปข้างหน้ามีอีกขบวนสวนทางมาทางนี้ เป็นขบวนเล็กหามเกี้ยว กับมีไพร่ข้าเป็นแถวเป็นแนวแบกขนสิ่งของจากเมืองจีน มีนครบาลถือหวายหลายคนหวดซ้ายป่ายขวาเบิกทาง

“ซ้อซิ้มของเจ๊กแป๊ะจากไหนไม่รู้ คงจะเอาเครื่องไทยทานไปถวายสมณะในวัดแถวนี้” หม่อมกั้งเห็นเกี้ยวก็รู้ว่าไม่ใช่เจ้านาย แต่เป็นเจ๊กแป๊ะ

“ต้องหลีกมันใช่ไหม” หม่อมแก้วถาม

“ยังคิดว่าเป็นเจ้าอยู่รึยะ ถึงจะให้มันหลีก” หม่อมกั้งในเจ้าฟ้ากุ้งที่ถูกถอดเป็นไพร่จีบปากจีบคอพูดถากถางน้องสาวที่นั่งยองๆมองขบวนหามเกี้ยวมุ่งสวนทางมาข้างหน้า แล้วเชิดหน้าพูดซ้ำอีกว่า “เชอะ อีนางฟ้าตกสวรรค์”