กรุงแตก ยศล่มแล้ว 57. เข้าพรรษา
มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ 2553
เมฆฝนกล่นเกลื่อนกลาดเป็นกลุ่มๆชรอุ่มฉ่ำชรอ่ำชุ่มทุกชั้นช่องห้องฟ้าขึ้น 15 ค่ำย่ำรุ่งกลางเดือนแปด แดดอับพยับโพยมพิรุณพิไลระรอกมรสุม
ไก่ขันเป็นทอดๆรอบสุดท้ายค่อยๆเงียบหายไปไกลๆ แล้วมีเสียงหมาเห่ากลบเสียงไก่ขัน โกกิลากาแกแซ่สำเนียงเสียงลั่นกาเหว่าๆ เล่นต้นหว้า โผไปต้นนั้นแล้วผันไปต้นโน้น โยนมาต้นนี้
ควันไฟเป็นกลุ่มๆขาวข้นๆค่อยๆลอยขึ้นเหนือหลังคาโรงร้านรายล้อมกระท่อมทับเป็นตัวตับจากบ้าง คากรองบ้าง ใบไม้หลายอย่างบังแดดบังฝน เป็นสัญญาณว่าแต่ละเรือนมีคนลุกขึ้นกุลีกุจอหุงข้าวปลาอาหารหวานคาวจะเอาไปทำบุญถวายพระภิกษุสงฆ์วันเข้าพรรษา
หม่อมกั้งล้างหน้ามีคาถาตั้งแต่ไก่ขันยังไม่สิ้นเสียง จุดตะเกียงน้ำมันมะพร้าว แล้วนั่งขัดสมาธิมีสมุดข่อยวางบนกากะเยียอยู่ต่อหน้า ยกสองมือพนมวันทนา แล้วเปิดอ่านกาพย์แก้วกอดโคลงเดือนแปด บท 58 ด้วยสำเนียงสนิทเสนาะจำเพาะฟังคนเดียวบางๆเบาๆ
เดือนแปดเจ้าพี่คลา เข้าพระวษาสังฆาราม
พรั่งพร้อมเจ้าย่อมตาม ไปด้วยพี่สีฟันถวาย
เดือนแปดพุทธบุตรเข้า พระวษา
ทายกมีศรัทธา ต่างเต้า
โฉมงามตามเรียมคลา นบนอบ
เมี่ยงหมี่สีฟันเข้า ธูปน้อมเทียนถวาย
หม่อมแก้วน้องสาวก็ตื่นล้างหน้าแล้วเมื่อได้ยินกาพย์กอดโคลงสำเนียงสนิทเสนาะของพี่ชาย จำได้ดีว่าเป็นเรื่องธารโศก พระนิพนธ์องค์บิดา-เจ้าฟ้ากุ้ง เลยเอ่ยอ่านย้อนให้เข้าเวลาขณะนี้ตอนเช้า กลับไปบท 22 ย่ำฆ้องเช้า
ย่ำฆ้องเช้าเจ้าพี่เอ๋ย พี่ย่อมเคยเชยพักตรา
จุดไฟให้บูชา พระพุทธเจ้า เจ้าเคยเตือน
จตุรารุณเรื่องเรื้อง เพลา
เรียมย่อมชมพักตรา นั่งน้อม
จุดไฟให้บูชา นบนอบ
พระพุทธเจ้าเจ้าหย่อม นั่งเฝ้าคอยเตือน
“เก่งจริง อ่านย้อนหลังได้ครบคำพระนิพนธ์” หม่อมกั้งชื่นชมน้องสาวที่จำมาอ่านย้อนหลังไปบท 22 ได้ครบไม่ตกหล่น เพราะตัวเองอ่านบท 58 ล่วงหน้าไปหลายบท แล้วพูดกับน้องสาวโดยเรียกตัวเองว่าพี่กั้ง “พี่กั้งจะอ่านล่วงหน้าให้จบเวลากลางวันกลางคืนไปเลย เพราะน้องแก้วลืมไปว่าก่อนจะย่ำฆ้องเช้าต้องได้แสงเงินแสงทองส่องตีนฟ้าก่อน ต้องยกบท 46 มาก่อน—-”
แสงทองเรืองรองราง ขึ้นกระจ่างสว่างเวหา
รุ่งแล้วแก้วกัลยา สุดเสน่หาไม่มาเลย
แสงเงินแสงนากผุ้ง แสงทอง
แสงสว่างเรืองรังรอง อร่ามฟ้า
รุ่งแล้วแคล้วเคยสอง สังวาส
โอ้สายหยุดสวาทข้า ห่อนได้เห็นเลย
“พี่กั้งเก่งกว่าน้องแก้ว” หม่อมแก้วเรียกตัวเองว่าน้องแก้วย้อนคำพูดหม่อมกั้ง “พี่กั้งต่อเวลาในพระนิพนธ์ถูกต้อง แต่น้องแก้วต่อผิด”
“ทำไมพูดเหมือนละคร” นังโสมพูดกับนางสีขณะช่วยแม่ทำกับข้าวหุงข้าวได้ยินคำพูดจาของสองพี่น้องหม่อมกั้งกับหม่อมแก้วแล้วประหลาดใจ เพราะตัวเองพูดจากูๆมึงๆกับพี่น้องทุกคนเหมือนๆกับชาวบ้านชาวเมืองทั่วไป “ทำไมพูดเหมือนเราเล่นละครล่ะแม่”
“กูจะไปรู้ได้ยังไง ทำไมมึงไม่ถามเขาเองล่ะวะ” นางสีพูดกับลูกสาว เหมือนๆลูกสาวพูดกับคนอื่นๆรุ่นราวคราวเดียวกัน แล้วพูดดังๆให้ได้ยินทั่วใต้ถุนเรือนว่า “กั้งเอ๊ย—แก้วเอ๊ย นังสีมันสงสัยว่าพี่น้องทำไมคุยกันเป็นละคร”
เรียกชื่อตัวเองแทนสรรพนามเรียกตัวเอง เป็นขนบละครที่คนชาวบ้านทำเลียนแบบละครชาวบ้าน เมื่อชาวรั้ววังเลียนแบบละครชาวบ้านให้นางในนางสวรรค์เล่นเป็นละครชาววัง พวกรั้ววังก็เลียนแบบเรียกชื่อตัวเองแทนสรรพนามเรียกตัวเองด้วย แล้วเป็นที่นิยมแพร่ออกจากรั้ววังไปยังหมู่บ้านอีกทีหนึ่ง
แต่ก่อนละครชาวบ้านแต่งตัวอย่างชาวบ้านไม่มีรัดเครื่องอย่างละครชาววัง เมื่อละครชาววังรัดเครื่องอย่างโขน พวกละครชาวบ้านก็ทำเทียมเลียนแบบบ้าง แต่จะรัดเครื่องละครต่างกันแค่ตัวพระกับตัวนาง ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้เป็นเครื่องบอกว่าเล่นเป็นตัวอะไร เรื่องอะไร คนดูละครย่อมแยกไม่ได้ ดูไม่ออก บอกไม่ถูก ฉะนั้นคนเล่นต้องบอกเมื่อออกมาหน้าฉากแล้วจะตีบท เช่น “เมื่อนั้น โฉมตรูผู้เจ้ามโนรา”, “เมื่อนั้น โฉมเจ้ามโนรามารศรี”, “เมื่อนั้น พระรถเรืองฤทธิ์ทุกทิศา”, “เมื่อนั้น นวลนางเมรีศรีสมร”, ฯลฯ
บทเจรจาละครชาวบ้านละครชาววังต้องย้ำเรียกชื่อตัวละครเป็นสรรพนาม เช่น นางเมรีพูดกับพระรถว่า “ชาติหน้าเมรีจะขอตามเจ้าพี่ไป” นานเข้าคนทั่วไปก็พูดเลียนแบบละคร แล้วถือว่าเป็นคำสุภาพของผู้ดี
“พูดกันมาอย่างนี้นมนานกาเลแล้ว คนในวังพูดยังงี้ทั้งนั้น” หม่อมกั้งตอบอย่างงงๆเพราะไม่เคยมีใครถามอย่างนี้ เลยอธิบายไม่ได้
หม่อมแก้วมองตานังโสมอย่างอ่อนโยนจนนังโสมต้องหลบตาลงแล้วมองเลี่ยงไปทางอื่น
“อ่านอักขระในสมุดได้เหมือนพระสงฆ์ เหมือนปู่ตาขุนด้วย” นังโสมพูดกับนางสีขณะเตรียมหมากพลูเอาไปกินระหว่างไปวัด เพราะเห็นกับตาว่าหม่อมแก้วอ่านอักขระในสมุดกับหม่อมกั้ง แล้วหันไปถามอย่างข้องใจที่สุด “ผู้หญิงอ่านอักขระได้ยังไงแม่”
“เขาเป็นเจ้านาย เคยเป็นเจ้านาย ใครเป็นเจ้าเป็นนายไม่ว่าผู้ชายผู้หญิงก็อ่านอักขระได้หมด” นางสีบอกลูกสาว
“ไม่หมด อ่านอักขระไม่ทุกคนหรอก” หม่อมแก้วบอก “ยิ่งเป็นผู้หญิง ยิ่งอ่านไม่ได้ เป็นของสูง อักขระเป็นของสูงศักดิ์สิทธิ์ ผู้ชายอ่านได้ แต่ผู้หญิงไม่ให้อ่าน—”
“แล้วทำไม—” นังโสมออกปากถามอย่างกลัวๆ
“เสด็จพ่อสั่งให้เรียนอ่านอักขระทุกคน ต้องเรียนกับโหราธิบดี ธิดาทุกคนให้เรียนอ่านอักขระจะได้มีวิชา” หม่อมแก้วพูดอย่างเอาอกเอาใจนังโสมขี้สงสัย
“เอาผักภาษีไปให้พระฉันเช้าซะเลย” นายผำผัวบอกกับนางสีเมีย ขณะเดินเอาแขนซ้ายรัดมัดฟ่อนผักหญ้าขึ้นมาจากแพผักบุ้งริมแม่น้ำเข้าในใต้ถุนโรงกระท่อมเครื่องผูกไม้ไผ่ แล้วเอียงตัวเอาฟ่อนผักหญ้าวางลงบนเสื่อลำแพนปูพื้นดิน
“ผักภาษี—” หม่อมแก้วทวนชื่อแล้วถามว่า “อะไร ผักภาษี เอามาจากไหนล่ะ”
“ไม่รู้จักผักภาษีล่ะซี่” นายผำดึงก้านผักขึ้นมาชูยอดหนึ่ง “จิ้มแจ่วกินได้ ไม่เคยกินหรือไง”
“ผักบุ้งนี่นา” หม่อมแก้วพูด “แล้วทำไมเรียกผักภาษี เลยงง คิดว่าเป็นผักใหม่มาจากเมืองจีนเมืองแขก”
“ใส่ปากเคี้ยวแต่ละคำมีภาษีทุกคำ” นางสีกำลังจัดสำรับกับข้าวใส่หาบพูดให้หม่อมแก้วรู้ “เดี๋ยวนี้กินไม่ลง นึกถึงแต่ละคำมีภาษีแล้วกลืนไม่ลงคอ มันติดคอ”
“แล้วพระจะกลืนลงคอหรือล่ะ” หม่อมกั้งได้ยินเลยขัดคอ
“ลงซี่ พระกลืนลงคอลื่นเลย ไม่ต้องมีภาษี” นายผำบอก
“คอพระดีกว่าคอคนยังไง”
“ไม่ดีกว่าหรอก แต่ไม่มีภาษีให้ติดคอพระ คนเอาไปถวายพระเสียภาษีให้แล้ว” นายผำอธิบาย
“ไปดูเรือนโน้นให้หน่อยนังโสม” นางสีบอกลูกสาวให้ไปดูเรือนขุนศรีศรัทธาที่อยู่ต่อกันไป “ถามปู่ตาขุนว่าเสร็จหรือยัง จะไปวัดหรือยัง”
นังโสมประแป้งแต่งตัวนุ่งโจงกระเบน มีสไบพาดบ่าแล้วก็ลุกขึ้นเดินไปทางเรือนปู่ตาขุน ผ่านหมู่หมากาไก่วิ่งไล่ร้องแรกแหกกระเชอเลอลั่นเมื่อตีนฟ้าเปิดทางตะวันออกอุษาสาง แสงทองส่องทางสว่างแจ้งแจ่มจ้า ควันไฟจากฟืนไม้ไผ่แห้งและไม้ชายทุ่งนาป่าดงลอยขึ้นฟ้าเป็นสายๆทุกหลังคานานาชนิดติดๆกันไป บ้างเป็นใบคา บ้างเป็นใบจาก บ้างเป็นแผ่นไม้บางๆวางซ้อนๆกันผุพังก็มีบางแผ่น
“พระพุทธอยู่ในห่อผ้านี่” นายผำยกห่อผ้าขาวหม่นๆห่อเล็กๆมีเชือกมัดปากห่อ แล้วยื่นให้นางสีรับไปวางบนกระจาดสำรับกับข้าวถวายพระสงฆ์
พระพุทธในห่อผ้าขาวหม่นเป็นดินเหนียวปั้นเหมือนพระพุทธรูปตากให้แห้งองค์เล็กๆขนาดนิ้วหัวแม่มือหรือนิ้วโป้งที่ช่างปั้นดินเหนียวทำไว้ให้คนทั่วไปแบ่งปันไปทำบุญเอาไว้ตามใต้ต้นโพธิ์กับในโบสถ์วิหารตามศรัทธา ถือว่าทำบุญสืบพระศาสนาได้บุญ แต่คนส่วนมากจะต่างคนต่างปั้นดินเหนียวตากแห้งด้วยตนเอง ถือว่าได้บุญมากที่สุด แล้วเชิญไปวัดวันพระใหญ่ เช่น วันเข้าพรรษา
เมื่อนังโสมกลับมาบอกว่าเรือนขุนศรีศรัทธาจัดแจงแต่งตัวจัดกระจาดกับข้าวเสร็จหมดแล้ว ก็พากันยกกระจาดเดินออกจากเรือนเครื่องผูกไม้ไผ่ไปลงเรือริมตลิ่งพายข้ามแม่น้ำไปวัดมณฑปบนเกาะลอยที่อยู่ฝั่งตรงข้าม
เรือแพนาวาของคนบ้านไปทำบุญตามวัดวาอารามพิหารเต็มท้องน้ำสวนกันไปมาอย่างช้าๆงามชดช้อยค่อยๆพายไม่เร่งร้อน บ้างพูดจาทักทาย บ้างร้องเรียกลูกหลานพี่น้องก้องแมน้ำข้ามฝั่งนี้ไปฝั่งโน้น ข้ามฝั่งโน้นมาฝั่งนี้ มีหางเสียงหย่อนยานปานพระลักษมณ์เจรจาทูลพระรามด้วยความเคารพพระเชษฐาอวตาร
ครอบครัวละครขุนศรีศรัทธาพากันทำบุญเข้าพรรษาที่วัดมณฑปเกาะลอยที่ไอ้แสงลูกชายนางสีกับนายผำเป็นศิษย์วัด พอตกสายก็ทำบุญเสร็จแล้วพายเรือขนสิ่งของกลับเรือนตรงชานกำแพงพระนคร คนทั้งเมืองต่างไปทำบุญวันเข้าพรรษาอย่างนี้ทั้งนั้น เว้นเสียแต่พวกนอกรีตสำมะเลเทเมาซึ่งมีไม่น้อย