มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ 2553

ปี่พาทย์ฆ้องวงประโคมเพลงโหมโรงเช้าเมื่อฟ้าสาง ตีนฟ้าเปิดแล้ว สว่างขอบฟ้าทิศตะวันออกทางทุ่งอุทัย เสียงจ๊อกแจ๊กจอแจอยู่ทางใต้ถุนเรือนถัดไปเป็นครัวไฟหุงหาอาหารหวานคาว พวกแม่ครัวทั้งเฒ่าแก่ชะแม่สาวสาละวนอยู่กับงานครัวเตรียมเลี้ยงพระฉันเช้าบนเรือนอีกหลัง

แม่ครัวนับสิบล้วนเป็นเพื่อนเรือนใกล้เคียง กับญาติพี่น้องจากบ้านห่างไกล  บางคนมาทำครัวตั้งแต่เมื่อวาน เลี้ยงคนมาร่วมทำขวัญนาคเวียนเทียนบายสี แล้วเตรียมเครื่องปรุงกับทำขนมตลอดคืน ส่วนบางคนอยู่ครึ่งคืนลากลับไปนอนที่เรือนตน บางคนซุกหัวนอนใต้ถุนเรือนข้างเคียงแถวนั้น แล้วตื่นตอนไก่ขันมาเตรียมทำกับข้าว บางคนมาใหม่ตอนย่ำรุ่ง นังโสมจากชานกำแพงพระนครตรงป้อมมหาไชยก็เพิ่งเอาเรือข้ามแม่น้ำฝั่งตรงข้ามมาถึงตอนนี้

นังอินกับนังจัน ลูกสาวสองคนของช่างเขียนช่างปั้นจากเมืองเพชร มาช่วยงานบวชเป็นลูกมือในครัวตั้งแต่เมื่อวาน แล้วงมงานครัวตลอดคืนตื่นๆหลับๆจับโน่นทำนี่มิได้วางมือ แม่ครัวใหญ่ไล่ไปนอนเพราะเกรงจะล้มหมอนนอนเสื่อจับไข้ แต่สองสาวไม่เชื่อฟังย้ายไปนั่งที่อื่นแล้วเป็นลูกมือแม่ครัวอื่นอีก จนดาวประจำเมืองประกายพฤกษ์ขึ้นฟ้านานแล้วถึงล้มตัวนอนข้างครัว เพราะทนง่วงต่อไปไม่ไหว หลับได้ไม่นาน พอไก่ขันรอบที่สองก็ตื่นล้างหน้าแล้วช่วยทำงานครัวต่อไป

หลังไก่ขันรอบที่สามใกล้สว่าง พวกปี่พาทย์ฆ้องวงที่หยุดงีบหลับชั่วคราวก็ลุกขึ้นประโคม เสียงเป่าปี่ตีกลองทัดโครมๆครึมๆตึงๆตังๆดังลั่นออกไปพ้นหมู่บ้านแล้วกระทบคุ้งน้ำสะท้อนฝั่งดังออกไปไกลแสนไกล แม่ครัวทุกคนนอนต่อไม่ได้ต้องลุกหมดทุกคน เท่ากับเป็นเพลงปลุกแม่ครัว

ปี่พาทย์ฆ้องวงเป็นชื่อเรียกเป็นทางการมานานนับพันๆปีมาแล้ว แต่ชาวบ้านชาวเมืองเรียกชื่อเป็นที่รู้กันว่าพาทย์ฆ้อง ออกสำเนียงหลวงว่าพาดค้อง มีระนาดไผ่บงรางหนึ่ง มีฆ้องวงร้านหนึ่งหรือวงหนึ่งก็เรียก มีกลองทัดใบหนึ่ง มีปี่เลาหนึ่ง แล้วมีฉิ่งฉาบกรับโหม่งประกอบจังหวะรวมเป็นพาทย์ฆ้องวงหนึ่งทำเพลงพิธีการได้แล้ว

พาทย์ฆ้องที่ประโคมงานบวชนี้อยู่ชานกำแพงพระนครตรงป้อมมหาไชยฝั่งตรงข้ามแม่น้ำกับวัดแม่นางปลื้ม เป็นวงของเครือญาติเพื่อนบ้านขุนศรีศรัทธาโต้โผละคร ถือเป็นพวกเดียวกันก็ได้ เพราะใช้งานเล่นด้วยกันเมื่อมีงานละคร ถ้าว่างละครก็รับประโคมงานทั่วไป เช่น แต่งงาน, ขึ้นบ้านใหม่, บวช, เผาศพ

ไอ้แสงมาทำปี่พาทย์ตั้งแต่เมื่อค่ำวานนี้ ทำขวัญนาคแล้วประโคมทั้งคืนจนเช้า มีวณิพกสี่คนยกโขยงมาเป็นลูกคู่ลูกมือรับใช้ต่างๆ แล้วพลอยได้กินข้าวปลาอาหารอร่อยๆด้วย

ตะวันทอแสงแรงขึ้น แต่ยังไม่พ้นยอดไม้ เพื่อนบ้านทั้งหลายทยอยมาเรือนพ่อเฒ่าแม่เฒ่าบวชหลานชายชื่อแก้ว

“พ่อมันไปทัพคราวลงทางใต้ถึงเมืองปราณ เมืองกุย” พ่อเฒ่าบอกเพื่อนบ้าน “แล้วไม่ได้กลับ ก็ตายในทัพนั่นแหละ เลยต้องบวชลูกชายมันชื่อไอ้แก้ว แม่มันชื่ออีแจ่มเป็นลูกสาวกูเอง”

“เอาเมียหรือยังล่ะ” เพื่อนบ้านถามถึงนาคชื่อแก้ว

“ออกพรรษาสึกหาลาเพศออกมาก็จะหาเมียให้มัน” แม่เฒ่าบอกเพื่อนบ้าน

“สังกัดที่ไหน”

“กูเรียกไม่เป็นหรอก แต่หมื่นอูมหาดเล็กเอ็นดูมัน เลยเอาไปใช้สอย” แม่เฒ่ากับพ่อเฒ่าพากันพูดคุยเพื่อนบ้านถึงหมื่นอู มหาดเล็กพระเจ้าเอกทัศ มีเมียชื่อนางสา

เสียงปี่ชวากลองแขกมลายูดังมาไกลๆจากวัดแม่นางปลื้ม คนในเรือนรู้กันว่าเป็นเสียงปี่กลองเชิญพระสงฆ์เดินออกจากวัดมาใกล้จะถึงเรือนที่ทำบุญบวชนาคแล้ว

พ่อเฒ่าเพื่อนบ้านคนหนึ่งตักน้ำจากแม่น้ำใส่กระถางใหญ่ไว้เต็มเปี่ยมแล้วเตรียมกะลาตักน้ำไว้ล้างตีนให้สงฆ์ ส่วนพ่อเฒ่าอีกคนหนึ่งเตรียมผ้าฝ้ายผืนใหญ่ไว้เช็ดตีนสงฆ์

พระสงฆ์เก้ารูปเดินตีนเปล่าแถวเดียวตามคนเป่าปี่นำหน้ากับคนตีกลองแขกมีเชือกผูกกลองคล้องคอตามคนเป่าปี่ ไม่นานนักก็ถึงเรือนที่ใช้เลี้ยงพระฉันเช้า ก่อนขึ้นเรือนต้องยืนให้คนล้างตีนแล้วเช็ดตีนเอาดินโคลนติดออกก่อน คนล้างตีนเช็ดตีนสงฆ์ถือว่าได้บุญกุศลมหาศาล จึงมักแย่งกันทำหน้าที่นี้

เมื่อปี่กลองนำพระเดินถึงบริเวณลานบ้านยังไม่ทันขึ้นเรือน พาทย์ฆ้องก็ประโคมเพลงรับพระเป็นเสียงที่มีทำนองนอบน้อมหมอบกราบลงกับพื้น

เมื่อพระล้างตีนเช็ดตีนเดินขึ้นบันไดเรือน จึงมีบรรดาญาติโยมทั้งหลายนุ่งห่มสีสันลวดลายก้มลงกราบด้วยกิริยาต่างๆกัน บ้างก็โก้งโค้งตูดโด่ง บ้างก็ชูมือพนม ที่เป็นสาวแก่แม่หม้ายให้นมแกว่งไกวไปมาเมื่อก้มกราบแล้วเงยขึ้น แม้จะมีผ้ากราบผ้าสไบพาดไหล่คล้องเฉวียงไว้แต่ไม่มิด

พระสงฆ์สวดมนต์แล้วฉันเช้าไม่นานก็เสร็จ แล้วลงจากเรือนกลับวัด พาทย์ฆ้องประโคมส่งพระ มีปี่กลองตีเป่าเดินนำพระไปส่งถึงวัด

ต่อจากนั้นพากันขนข้าวปลาอาหารเครื่องบวชไปที่ศาลาวัดแม่นางปลื้มที่อยู่ใกล้กันตรงนั้นเอง พวกพาทย์ฆ้องขนเครื่องมือทั้งหมดไปตั้งวงบนศาลาวัดแล้วลงมือตีประโคมตึงตังโครมครามได้ยินลั่นไปหลายบ้านเท่ากับป่าวร้องว่าจะมีงานแล้ว

ศาลาวัด เป็นเครื่องสับโล่งโถง มีใต้ถุนสูง มีโรงครัวเก็บถ้วยชามรามไหที่ชาวบ้านเอามาถวายวัดเอาไว้ใช้งานทำบุญเลี้ยงพระงานต่างๆ มีทุกวัด

พวกแม่ครัวลงมือทำกับข้าวเลี้ยงเพลพระ มีทั้งกับข้าวที่ทำตั้งแต่เช้า และมีทั้งทำใหม่ให้ฉันเพลโดยเฉพาะ นังโสมเป็นลูกมือเตรียมสำรับกับข้าวอยู่โรงครัว ส่วนนังอินกับนังจันล้างถ้วยล้างชามอยู่ใต้ถุนศาลา

ถึงเวลาใกล้เพล เด็กวัดกับข้าพระขึ้นหอกลองหอระฆังตีฆ้องกลองเป็นสัญญาณบอกพระทั้งวัดให้ไปฉันเพลบนศาลา เครือญาติพี่น้องกับเพื่อนบ้านก็พากันมาบนศาลาวัดอีก มีคนไปรอล้างตีนกับเช็ดตีนสงฆ์ที่เชิงบันได พอพระเดินจากกุฏิเป็นแถวเรียงหนึ่งมาแต่ไกลก็ประโคมพาทย์ฆ้องเพลงรับพระเหมือนตอนเช้า

พระสงฆ์สวดมนต์เสร็จแล้ว บรรดาญาติโยม มัคนายกพากันยกข้าวปลาอาหารจากโรงครัวไปถวายพระสงฆ์ที่นั่งสมาธิเรียวแถวยาว เว้นระยะนิดหนึ่งต่อท้ายด้วยเณรกลุ่มใหญ่

พอมัคนายกกล่าวนำถวายของพระ ญาติโยมบนศาลาว่าตามครบคาถาแล้วพระสงฆ์ลงมือฉันภัตตาหารเพล พวกพาทย์ฆ้องทำเพลงฉิ่งพระฉันแล้วร้องเนรปาตีกล่อมสงฆ์ถวายเพลว่า

๏ วันเอยวันนี้                 เป็นวันฤกษ์ดีศรีสวัสดิ์

ตั้งใจประดิพัทธ์             นมัสการพระชินสีห์

ยอกรเหนือเกล้า            ประนมนิ้วเข้าดุษฎี

คุณพระปกเกษี              ทุกค่ำเช้าเพรางาย

ไหว้พระอิศวรแล้ว         ข้าจะไหว้พระนารายณ์

ไหว้เทพทั้งหลาย          ไหว้ทั้งบิดามารดา

ไหว้ครูอาจารย์               ท่านเป็นผู้สั่งสอนมา

เดชะคุณรักษา               ให้ข้าอยู่เป็นสุขเอย

จบเนรปาตีแล้วก็ร้องอย่างอื่นต่อไปอีกจนพระฉันเพลเสร็จ สวดยถาสัพพีให้ญาติโยมกรวดน้ำจบแล้วก็ลุกขึ้นเดินเรียงแถวลงบันไดกลับกุฏิ พวกพาทย์ฆ้องทำเพลงพระเจ้าลอยถาดแล้วประโคมส่งพระ

แม่ครัวกับญาติโยมข้าพระทั้งหลายช่วยกันยกอาหารหวานคาวจากที่พระสงฆ์ลงไปวางแล้วล้อมวงกินข้าวด้วยกันเป็นกลุ่มๆไป ต่างพูดจาปราศรัยลั่นศาลา

กว่าจะกินข้าวกลางวันเสร็จก็ตะวันบ่ายคล้อยเริงแสงแรงกล้า ได้เวลานัดหมายพระอุปัชฌาย์ จึงรวมคนแห่นาคจากใต้ถุนศาลาไปเวียนรอบโบสถ์สามรอบ ปี่ชวากับกลองแขกมลายูที่รับพระสงฆ์ก็เป่าปี่ตีกลองนำแห่นาค ส่วนพาทย์ฆ้องบนศาลาประโคมมหาชัยไปพร้อมกัน

พ่อเฒ่าผู้เป็นตาของนาคแก้วถือตาลปัตรแล้วสะพายบาตรเดินนำหน้านาคแทนพ่อตัวที่ตายในสงคราม ส่วนแม่เฒ่ากับนางแจ่มคนเป็นแม่ของนาคเดินจับสไบนาคตามหลัง

นางสีกับนังโสมช่วยถือเครื่องบวชเดินตามขบวนเพราะรู้จักมักคุ้นกับนาคแก้วเป็นพิเศษมานานแล้ว ส่วนนังอินกับนังจันสองพี่น้องพนมมือถือธูปเทียนดอกไม้ถวายพระเดินตามอยู่ท้ายขบวน เพราะเพิ่งรู้จักนาคแก้ว แต่นังอินรู้จักอย่างมีเลศนัย

ญาติผู้ใหญ่ชายล่ำสันคนหนึ่งให้นาคแก้วนั่งคร่อมขี่คอตัวเองแล้วลุกยืนแห่ไปรอบโบสถ์ได้รอบหนึ่งก็เปลี่ยนคนเป็นรอบสอง แล้วเปลี่ยนคนเป็นรอบสาม พอครบแล้วก็วางนาคลงประตูโบสถ์

“กลับมาหาแม่ อย่าเข้าไปลูกเอ๋ย กลับมาหาแม่—” นางแจ่มผู้เป็นแม่ดึงสไบนาคไว้ไม่ให้ก้าวขาข้ามธรณีประตูโบสถ์วัดแม่นางปลื้ม บรรดาญาติพี่น้องผู้หญิงทุกคนมาช่วยนางแจ่มดึงสไบนาค “แล้วแม่จะอยู่กับใคร ถ้าลูกเข้าไปในนั้นแล้วแม่จะอยู่กับใคร มึงเป็นลูกของแม่—มึงเป็นลูกของแม่ ออกมาอยู่กับแม่”

พ่อเฒ่าถือตาลปัตรสะพายบาตรฉุดมือนาคเดินก้าวยาวๆข้ามธรณีประตูโบสถ์ไม่ฟังเสียงนางแจ่มกับแม่หญิงทั้งหลายที่ทำทีท่าโกรธแค้นแล้วตีอกชกหัวอยู่ตรงประตูนั้น แต่พักหนึ่งก็เลิก แล้วเข้าไปในโบสถ์ร่วมพิธีบวชต่อหน้าพระประธาน กว่าจะเสร็จพิธีก็นานจนตกเย็นตะวันคล้อยต่ำลง

จากไอ้แก้วเป็นนาคแก้วลูกแม่แจ่ม กลายเป็นภิกษุแก้วห่มจีวรลูกพ่อเฒ่าไปแล้ว แม่แจ่มหรือนางแจ่มต้องกราบอยู่ไกลๆ ถูกเนื้อต้องตัวภิกษุแก้วไม่ได้อีกต่อไป ถือเป็นบาปถึงตกนรกหมกไหม้ไม่ได้เห็นพระศรีอาริย์

พรุ่งนี้เช้าต้องเลี้ยงพระเช้า มีภิกษุแก้วนั่งท้ายแถวสวดมนต์แล้วฉันเช้าร่วมกับสงฆ์อื่นๆอยู่ด้วย ถึงจะนับเป็นเสร็จพิธีบวชพระใหม่