Download PDF

หนังสือพิมพ์มติชนฉบับวันพฤหัสบดีที่ 18 กุมภาพันธ์ 2553

 

“น้ำแล้งไข้ ขอดหาย” ในชื่อรายงานพิเศษพิมพ์ในสุวรรณภูมิสังคมวัฒนธรรม(ฉบับวันนี้) ยกจากโคลง(สองฝั่งโขง)บทแรกสุด ว่า

นานา            อเนกน้าว       เดิมกัลป์

จักร่ำ            จักรพาฬ        เมื่อไหม้

กล่าวถึง        ตะวันเจ็ด       อันพลุ่ง

                 น้ำแล้งไข้       ขอดหาย

ใจความสำคัญของโคลงบทนี้มีว่าดั้งเดิมดึกดำบรรพ์กัลป์ก่อนๆ จักรวาลถูกผลาญเผามอดไหม้ด้วยดวงตะวัน 7 ดวงพร้อมกัน แผดแสงแรงร้อนจนน้ำแล้งแห้งหายหมดสิ้นทั้งดินฟ้า

สถานการณ์น้ำในประเทศไทยขณะนี้ แม้ไม่ถึงขั้น “น้ำแล้งไข้ ขอดหาย” แต่ก็ต้องเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า ทั้งๆมีแม่น้ำลำคลองหนองบึงบุ่งทามเต็มไปหมด แต่ถูกเบียดเบียนบ่อนทำลายเกือบหมดเช่นกัน ทำให้ไม่เหลือ“ที่ซึ่งจะพึ่งพา”

อยุธยาได้ชื่อเป็น“เมืองน้ำ” เพราะตั้งอยู่บนเกาะหนองโสน มีแม่น้ำล้อมรอบ เอกสารจากหอหลวงของขุนหลวงประดู่ทรงธรรม พรรณนาว่าเกาะนี้มีสัณฐานคล้ายรูปสำเภานาวา ข้างหัวสำเภาอยู่ทิศตะวันออก ส่วนข้างท้ายสำเภาหรือท้ายเภตราอยู่ทิศตะวันตก

ตรงกับกลอนเพลงยาวนิราศ ของ กรมพระราชวังบวรฯในรัชกาลที่ 1 กล่าวว่า อันพระนครศรีอยุธยานั้น——“บริเวณอื้ออลด้วยชลธี ประดุจเกาะอสุรีลงกา”เพราะมีแม่น้ำลำคลองหลายสายไหลผ่านแล้วล้อมรอบ เช่น แม่น้ำเจ้าพระยา, แม่น้ำป่าสัก, แม่น้ำลพบุรี, คลองบางแก้ว เป็นต้น

นอกจากนั้น บริเวณใกล้เคียงโดยรอบออกไปยังมีแม่น้ำน้อย เชื่อมด้วยลำคลองหลายสายเข้าหาเกาะเมืองอยุธยา

แม่น้ำลำคลองเหล่านี้ นอกจากจะเป็นเส้นทางคมนาคมธรรมชาติแล้ว ยังเป็น “แหล่งน้ำ”สำคัญมากต่อวิถีชีวิตของชาวบ้าน

แต่เรารู้จักแหล่งน้ำเหล่านี้น้อยไป ทั้งๆมีประวัติศาสตร์สองฝั่งนับหลายร้อยหลายพันปี

นักประวัติศาสตร์โบราณคดีของไทยไม่ให้ความสำคัญเรื่องเส้นทางน้ำและแหล่งน้ำ ฉะนั้นในแผนที่อยุธยาจะไม่มีสิ่งเหล่านี้ หรือจะมีก็มีอย่างเสียมิได้

บริเวณในเกาะเมืองอยุธยา จึงแทบไม่เหลือคลองที่ตัดไปมาตามที่มีหลักฐานในแผนที่ฝรั่งอย่างกับตารางหมากรุก ที่เหลือจริงๆเพราะแต่ก่อนไม่มีปัญญาถม ถ้าถมได้ก็คงถมเป็นถนนที่สร้างตึกแถวไปแล้วเหมือนบริเวณอื่นๆ

นักประวัติศาสตร์และนักโบราณคดีควรทบทวนเรื่องเหล่านี้ โดยให้ความสำคัญทั้งในแง่หลักฐานวิชาการ และในแง่ฟื้นฟูบูรณะมาใช้งานใหม่ให้เป็น“แหล่งน้ำ”ของชุมชนปัจจุบัน จะได้บำเพ็ญตนร่วมทุกข์ร่วมสุขเป็นประโยชน์ต่อสังคมบ้าง

เพราะนอกจากแม่น้ำลำคลองหนองบึงบุ่งทามแล้ว ยังมีคูเมือง, สระ, ตระพัง, บาราย, ฯลฯ อีกมากในอีสานและจังหวัดอื่นๆที่“พัฒนาแหล่งน้ำลำคลอง”ให้สอดคล้องวิถีชีวิตทุกวันนี้ได้ดียิ่ง

คลองบางแก้ว แยกจากแม่น้ำเจ้าพระยาที่ อ. เมือง จ. อ่างทอง ไหลไปทางทิศตะวันออก(ลอดถนนสายเอเชีย) ไปรวมกับแม่น้ำลพบุรี(ไหลลงมาจาก จ. ลพบุรี) ที่ อ. มหาราช จ. อยุธยา ผ่านเพนียดช้าง ไปรวมแม่น้ำป่าสัก(ไหลมาจาก จ. สระบุรี) ตรงหัวรอ แล้วไหลลงไปรวมแม่น้ำเจ้าพระยา (ไหลลงมาจาก จ. อ่างทอง) ตรงหน้าวัดพนัญเชิง อยุธยา

สมัยโบราณ คลองบางแก้วจะไหลไปรวมแม่น้ำลพบุรีหรือไม่ น่าสงสัยนัก? เพราะมีร่องรอยทางน้ำตื้นเขินก่อนถึงตัวอำเภอมหาราช ไหลลงทางใต้เข้าอยุธยาอีกสายหนึ่ง เมื่อไม่มีใครศึกษาตรวจสอบก็คงสูญความรู้เรื่องคลองสายนี้