Download PDF

หนังสือพิมพ์มติชนฉบับวันพุธที่ 24 กุมภาพันธ์ 2553

 

 

ห้องสมุดประชาชน ของ กศน. (การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย) ปกติมีเงินซื้อหนังสือต่อปีแห่งละ 30,000 บาท แต่ปีนี้ได้งบ SP2 ได้เพิ่มเป็นแห่งละ 450,000 บาท (เพิ่ม 15 %) ทำให้เกิดปัญหาร้องเรียนการจัดซื้อหนังสือมากขึ้น (ASTV ผู้จัดการ ฉบับวันพุธที่ 17 กุมภาพันธ์ 2553 หน้า 10)

นี่ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดมหัศจรรย์ในสังคมที่หลอกตัวเอง เน้นรูปแบบสำคัญกว่าเนื้อหา วันทากราบไหว้คนเก่งแต่โกงอย่างไม่ลืมหูลืมตา หน่วยราชการไหนๆก็โกงจนถึงโคตรโกงทั้งนั้น ไม่เว้นแม่กระทั่งห้องสมุด, พิพิธภัณฑ์, มหาวิทยาลัย, องค์การมหาชน, จนถึงวัดวาอาราม ฯลฯ

การจัดซื้อด้วยวิธี“ประมูล”หนังสือเข้าห้องสมุดประชาชนทั่วประเทศของ กศน. หรือของที่ไหนก็ตาม เป็นความชั่วร้ายทางวัฒนธรรม ส่งผลให้เกิด“ปัญญาพินาศฉิบหายนะ”ในสังคมไทยตั้งแต่แรกมีผู้คิดเรื่องนี้ขึ้นมาแล้ว

แม้ไม่มี SP2  แนวปฏิบัติปกติ กศน.ส่วนกลางก็ให้ กศน. จังหวัดต่างๆ“เหมา”อยู่แล้ว แต่ทำเงียบๆ ง่ายๆ เงินไม่มาก คือ“เหมา”อย่างญาติมิตรในระดับจังหวัด ให้ร้านหนังสือในจังหวัดจัดการ“เหมา”ในงบเท่านั้นๆ

ร้านหนังสือในจังหวัดก็กว้านหนังสือค้างสต๊อก หรือหนังสือเก่าเก็บจากที่ต่างๆเพราะขายไม่ออก ตอนพิมพ์ตั้งราคาสูงกว่าต้นทุนราว 3-5 เท่า เผื่อล่วงหน้าไว้ลดราคากับราชการ รวมๆกันให้ครบงบประมาณที่ได้มา ถึงเวลาก็จัดส่งเข้าห้องสมุดประชาชน

บรรณารักษ์หรือเจ้าหน้าที่รับหนังสือ“เหมา”จากร้านตามที่ตกลงไว้กับ ผอ. อำเภอ, ผอ. จังหวัด โดยไม่เคยเปิดอ่านเนื้อข้างใน บางเล่มไม่เคยดูปกด้วยซ้ำ

หนังสือพวกนี้ใน กทม. เรียก“ชั่งกิโล” ถ้าขายเป็นเล่มก็ราวๆเล่มละ 5-10 บาท ต่อรองได้อีก แต่ราคาหน้าปกพิมพ์ไว้ 50 บาท 100 บาท เป็นต้น เมื่อขายได้ส่วนต่างจากราคาจริงก็แบ่งๆกันไปตามที่ตกลง“เหมา”

เนื้อหาผิดๆพลาดๆมั่วๆ เห็นแล้วไม่อยากหยิบ—อย่าว่าแต่อ่านเลย แค่หยิบก็ไม่อยากหยิบ

ผู้มีประสบการณ์บริจาคหนังสือเข้าห้องสมุดประชาชนของ กศน. เล่าอย่างคับแค้นแน่นใจว่าไม่รู้สภาพจริงมาก่อนว่าเป็นอย่างไร? เลยบริจาค“หนังสือเก่า”ประเภทหายากให้ไป หวังว่าจะให้คนชนบทมีโอกาสเห็นและอ่านหนังสือดีๆ ถึงยังไม่มีคนอ่าน แต่มีเก็บในห้องสมุดประชาชนไว้ก่อนก็ถือว่ามีคุณประโยชน์

หลังจากนั้นราว 1 ปี กลับไปดู ปรากฏว่าไม่มี ไม่มีทั้งบัญชีรายชื่อ และไม่มีทั้งเล่มหนังสือเก่าที่ยกให้ห้องสมุดประชาชน ไม่รู้ใครเอาไปขายตลาดหนังสือเก่าที่จตุจักร

อีกรายหนึ่งต้องการซื้อหนังสือใหม่ล่าสุด up date ให้ทุกเดือน เพราะอยากให้เด็ก, เยาวชน, ชาวบ้าน ได้อ่านหนังสือดีมีคุณภาพทันเวลาและทันสมัย จะได้มีพลังสร้างแนวคิดเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ต่อไปข้างหน้า

แต่บรรณารักษ์และ ผอ. กศน. ไม่ใส่ใจ เพราะมีงานยุ่ง ต้องคอยเอาใจ“นาย”หรืออะไรก็ไม่ทราบได้ เลย“เซ็ง”ชิบเป๋ง แทบสิ้นหวังกับงานพรรค์นี้

แต่สิ้นหวังยังไม่ได้ เพราะชาวบ้านมหาศาลถูกกระทำย่ำยีด้วยวิถีคิดและวิธีทำของราชการมานานมาก ให้มีความเหลื่อมล้ำเหลือจะพรรณนา ต้องร่วมกันแสวงหาลู่ทางบรรเทาให้จงได้

หากเลขาธิการคณะกรรมการ กศน. อภิชาติ จีระวุฒิ จะกรุณาต่อชาวบ้าน ขอได้โปรดลงมือทำอะไรสักอย่างให้ผู้บริหารห้องสมุดประชาชนมีคุณภาพ แล้วสร้างกิจกรรมทางปัญญาให้ห้องสมุดมีชีวิตเคลื่อนไหวเพื่อสาธารณชนชาวบ้านในท้องถิ่นนั้นได้ ก็จะเป็นกุศลมหาศาล

ภูเก็ตภูมิ ฉบับมกราคม-มีนาคม มีภูเก็จปริทรรศน์ เรื่องหงอข่ากี่ สถาปัตยกรรมจีน-โปรตุเกส มีคำอธิบายเป็นบทกวีว่า

  • “หง่อข่ากี่” อีกชื่อว่า “อาเขต”            โปตุเกสกึ่งจีนถิ่นเมืองเก่า

เกาะภูเก็ตเพชรงามนามบ้านเรา                       มีเรื่องเล่า “หง่อข่ากี่” นี้อย่างไร?

  • “หง่อข่ากี่” มีสาระประตูโค้ง               กึ่งกลมโด่งเดินก้าวกว้างไฉน?

ต่างก็ว่าห้าฟุตนับจุดใด                                     ฤๅมาตรไทยจีนอังกฤษคิดคิดดู ๚๛