หนังสือพิมพ์มติชนฉบับวันอังคารที่ 16 กุมภาพันธ์ 2553

ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช คือ“อาจารย์คึกฤทธิ์”ของศิษย์ครูพักลักจำ แต่  “แหกคอก-นอกครู”อย่างผมที่ถูกทำโทษบ้างบางครั้งบางคราว แล้วยังไม่หลาบจำ

นาฏศิลป์ไทย ที่อาจารย์คึกฤทธิ์เขียนให้หนังสือลักษณะไทย ของธนาคารกรุงเทพ พิมพ์เผยแพร่ครั้งแรกตั้งแต่ พ.ศ. 2541 (แต่ศูนย์สังคีตศิลป์แยกพิมพ์เป็นเล่มบางๆออกเผยแพร่ก่อนแล้ว ตั้งแต่ พ.ศ. 2526) นับเป็น “ตำรา”เรื่องพัฒนาการนาฏศิลป์ไทย เชื่อถือได้และสมบูรณ์ที่สุดเล่มหนึ่ง ด้วยสำนวนโวหาร“คึกฤทธิ์” อ่านง่ายๆสบายๆ

อาจารย์คึกฤทธิ์ชี้ว่า “ท่ารำต่างๆของอินเดียในสมัยก่อนซึ่งปรากฏเป็นตำรานั้น หากพิจารณาดูแล้วก็เห็นว่าไม่มีความคล้ายคลึงกับท่ารำของไทยเท่าไรนัก” เพราะการฟ้อนรำของอินเดียมีจังหวะคล่องแคล่วว่องไว ใช้อวัยวะต่างๆอย่างหนักแน่นเด็ดขาดกว่าฟ้อนรำของไทยซึ่งมีสามัญลักษณะ ถ้าย้อนหลังสำรวจฟ้อนรำของไทยในอดีตก็จะได้ความจริงนั้น

“สามัญลักษณะ” คือลักษณะสำคัญที่สุดของการฟ้อนรำไทย ที่อาจารย์คึกฤทธิ์ประดิษฐ์ถ้อยคำมาใช้อธิบายเป็นครั้งแรก เพื่อให้รู้ว่าเป็นเอกลักษณ์ของการฟ้อนรำไทย มี 3 อย่าง คือ ทรงตัว, ยุบ, ยืด

ทรงตัว หมายถึงการทรงตัวในช่วงบนของร่างกายตั้งแต่หัวไหล่ลงไปถึงบั้นเอวให้ตั้งตัวตรง ยุบ คือ ย่อเข่าลงตามจังหวะ ยืด คือ เหยียดเข่าตรงตามจังหวะ

อาจารย์คึกฤทธิ์อธิบายว่า เอกลักษณ์ของฟ้อนรำไทย 3 อย่างนี้มีเหมือนกันหมดทุกภูมิภาค ไม่ว่าเหนือ, อีสาน, กลาง, ใต้ ของประเทศไทย

แต่ผมเห็นว่าน่าจะขยายไปอธิบายได้กว้างกว่านั้น คือสามัญลักษณะทั้ง 3 อย่างเป็นลักษณะร่วมที่สำคัญของการฟ้อนรำของผู้คนทุกชาติพันธุ์สุวรรณภูมิในอุษาคเนย์ทีเดียว ทั้งมอญ, เขมร, ลาว, และชาติพันธุ์อื่นๆ

อาจารย์คึกฤทธิ์อธิบายสรุปว่านาฏศิลป์ไทยอย่างโขนและละคร “น่าจะได้เริ่มต้นมาจากการแสดงอันเก่าแก่ในราชสำนักและในพิธีหลวง” ได้แก่ โมงครุ่ม, กุลาตีไม้, ระเบ็ง ซึ่งเป็นการแสดงชุดเดียวเกี่ยวเนื่องกัน แต่แบ่งเป็น 3 อย่างที่เกี่ยวข้องกัน คือ

โมงครุ่ม คือฟ้อนรำเบิกโรงโดยไม่มีเรื่องละคร กุลาตีไม้ คือสรรเสริญพระเกียรติพระมหากษัตริย์ก่อนเล่นละคร ระเบ็ง คือละครเก่าแก่ที่สุด เริ่มเล่นมีโครงเรื่องสั้นๆ

ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งวิเศษนัก ไม่เคยมีใครอธิบายความหมายอย่างนี้มาก่อนเลย สถาบันการศึกษาที่มีการเรียนการสอนนาฏศิลป์ละครฟ้อนรำต้องสำเนาไปแบ่งปันเผยแพร่ให้อ่าน(ไม่ต้องท่องจำ)จนเข้าใจแจ่มแจ้งถึงจะแตกฉาน

ธนาคารกรุงเทพ บริการแบ่งปันเผยแพร่ความรู้

อ่าน “ลักษณะไทย” เข้าเว็บไซต์ www.laksanathai.com

ผมเองได้อ่านที่อาจารย์คึกฤทธิ์อธิบายนี้ ถึงรู้ว่าระเบ็ง เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า โอละพ่อ เพราะบทร้องเกือบทุกวรรคต้องขึ้นต้นด้วยคำว่า “โอละพ่อ” แล้วถึงต่อด้วยเนื้อความเป็นวรรคเป็นตอน 

เมื่ออ่านบทร้องระเบ็ง-โอละพ่อ เลยนึกถึง“กาพย์เซิ้ง”ของอีสาน คือร่าย ลักษณะเสรีที่ไม่เน้นส่งสัมผัสระหว่างวรรค

ยิ่งอ่านวิธีเล่นมีต้นเสียงร้องนำ แล้วมีลูกคู่ร้องรับทวนซ้ำตามต้นเสียงเป็นวรรคๆไป ก็ยิ่งเข้าใจได้ว่านี่คือเซิ้ง อย่างวัฒนธรรมลาวในอีสาน(มีอธิบายละเอียดในหนังสือร้องรำทำเพลง ธนาคารกรุงเทพ สนับสนุนให้กองทุนแบ่งปันเผยแพร่ความรู้สู่สาธารณะ พิมพ์ครั้งที่สาม พ.ศ. 2551)

นี่เป็นพยานสำคัญอย่างหนึ่งแสดงให้เห็นชัดเจนว่าระเบ็ง-โอละพ่อ การละเล่นในราชสำนักกรุงศรีอยุธยาตั้งแต่ยุคแรก(หรืออาจก่อนหน้านั้นก็ได้) มีแบบแผนติดมาจากบรรพชนคนในวัฒนธรรม(ลาว)สองฝั่งโขง

ระเบ็ง เป็นการละเล่นในราชสำนักยุคต้นอยุธยา ที่ร้องโดยใช้ “ภาษาร่าย” คล้าย “เซิ้ง” อีสานในวัฒนธรรมลาว (ภาพจากหนังสือ “ลักษณะไทย” ของ ธนาคารกรุงเทพ พิมพ์เผยแพร่)

พรุ่งนี้ มีโมงครุ่มกุลาตีไม้ระเบ็ง โดย ศิลปินกรมศิลปากร แสดงที่ห้องประชุมใหญ่ฯ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา จ. อยุธยา

วันพุธที่ 17 กุมภาพันธ์ 2553 เริ่ม 12.30 น. เป็นต้นไป

ธนาคารกรุงเทพ จัดให้ดูฟรี มีสูจิบัตรแจก เพื่อแนะนำหนังสือ “ลักษณะไทย” 

fluoxetine brand names buy cialis sublingual