Download PDF

หนังสือพิมพ์มติชนฉบับวันพฤหัสบดีที่ 11 กุมภาพันธ์ 2553

 

อยุธยาเป็น Creative City เพื่อ Creative Thailand ได้ ถ้าร่วมกันทำให้มีประวัติศาสตร์สังคมและวัฒนธรรม เช่น ไทย-จีน

ไทยกับจีน รู้จักคุ้นเคยกันราว 2,500 ปีมาแล้ว(เป็นอย่างน้อย) ยุคนั้นยังไม่มีชื่อ “ไทย” และยังไม่มีชื่อ“จีน” เพราะต่างเป็นชื่อสมมุติขึ้นสมัยหลังๆ

เหตุที่รู้จักคุ้นเคยกันก็เพราะการค้าโลก ทำให้พ่อค้านักเผชิญโชค 2 พวกคือ  ชาวตะวันตก เช่น อินเดีย, เปอร์เซีย(อิหร่าน) กับชาวตะวันออก เช่น จีน, ฯลฯ                เอาสิ่งของสินค้าลงเรือเดินทะเลเลียบชายฝั่งมาพบกันบริเวณที่เป็นประเทศไทยทุกวันนี้ เพื่อขนข้ามคาบสมุทร“แหลมทอง”ที่ทอดยาวลงไปทางใต้ ขนาบด้วย 2 มหาสมุทร คือ แปซิฟิก ทางตะวันออก กับอินเดีย ทางตะวันตก

นอกจากนั้นยังมีแม่น้ำโขง ไหลจากทางเหนือของจีน ลงถึงทางใต้ออกทะเลจีน-อ่าวไทยของภูมิภาคอุษาคเนย์ เท่ากับเป็นเส้นทางคมนาคมภายในจากจีนเข้าสู่ดินแดนประเทศไทย(และเพื่อนบ้าน)อีกทางหนึ่ง

การรู้จักคุ้นเคยระหว่างไทย-จีน นับพันๆปีมาแล้วนี้ มีสืบเนื่องต่อมาไม่ขาดสายจนถึงยุคทวารวดี (หลัง พ.ศ. 1000) แล้วเข้าสู่ยุคอโยธยา-ละโว้ (หลัง พ .ศ. 1600) และยุคอยุธยาถึงปัจจุบัน

จีนยุคนั้นรู้จักคุ้นเคยรัฐอยุธยาในฐานะ“เมืองบริวาร”หรือในอารักขาที่ต้อง “จิ้มก้อง”ส่งบรรณาการต่อจีน แล้วจีนต้องปกป้องคุ้มครอง รวมถึงบ้านเมืองอื่นๆในสุวรรณภูมิและทั่วภูมิภาคอุษาคเนย์ด้วย

นี่เองทำให้คนในยุคอยุธยาพวกหนึ่ง(อาจมีเชื้อสายจีนก็ได้) เชื่อว่า(พระ)เจ้าอู่ทอง เป็นโอรสจักรพรรดิจีน แต่ความประพฤติไม่ดี เลยถูกเนรเทศออกจากจีนลงสำเภาแวะเรื่อยมาตามบ้านเมืองชายฝั่งจนเข้าถึงลุ่มน้ำเจ้าพระยา แล้วสถาปนากรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี (มีในพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับวัน วลิต พ.ศ. 2182 สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งที่สาม พ.ศ. 2548, และมีคำอธิบายอย่างละเอียดในหนังสือพระเจ้าอู่ทอง ไม่ได้มาจากเมืองอู่ทอง สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2545)

พฤติกรรมครั้งสำคัญที่จีนแสดงออกถึงการปกป้องคุ้มครองอยุธยาในอารักขา คือเหตุการณ์เจ้านครอินทร์จากเมืองสุพรรณบุรียกมายึดอยุธยาได้เมื่อ พ.ศ. 1952 เท่ากับราชวงศ์สุพรรณบุรีที่ใกล้ชิดจีนปกครองอยุธยาเบ็ดเสร็จเด็ดขาดไปอีกนาน

ก่อนยึดอยุธยา จักรพรรดิจีนให้เจิ้งเหอ(แม่ทัพขันที “ซำปอกง”)ยกกองเรือมหาสมบัติแห่งจักรพรรดิมังกรออกจากเมืองกวางตุ้ง ตั้งแต่ พ.ศ. 1948 ยาตราเข้าอ่าวไทย เพื่อกดดันพระรามราชา กษัตริย์ราชวงศ์ละโว้ และสนับสนุนเจ้านครอินทร์(มีคำอธิบายละเอียดในคำนำเสนอของ พิเศษ เจียจันทร์พงษ์ กรมศิลปากร ในหนังสือ เจิ้งเหอฯ โดย ปริวัฒน์ จันทร สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2546)

หลังเหตุการณ์เจ้านครอินทร์ยึดอยุธยา แล้วขึ้นเสวยราชย์เป็นสมเด็จพระนครินทราชาธิราช (ระหว่าง พ.ศ. 1952-1967 มีโอรสคือ เจ้าสามพระยา แล้วมีนัดดาคือ  บรมไตรโลกนาถ) เป็นยุคเศรษฐกิจ“มั่งคั่ง” การเมือง“มั่นคง” จนอยุธยาได้รับยกย่องเป็น“ราชอาณาจักรสยาม”แห่งแรกและครั้งแรกของบ้านเมืองในดินแดนที่เป็นประเทศไทยปัจจุบัน

น่าเสียดายที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติทั้งที่อยุธยาและที่สุพรรณบุรี ไม่ได้จัดแสดงเรื่องสำคัญอย่างนี้ จึงไม่มีเจ้านครอินทร์, ไม่มีเจิ้งเหอหรือซำปอกง, ไม่มี ฯลฯ

CHINA TOWN ย่านคนจีนในอยุธยา เติบโตในยุคเจ้านครอินทร์นี้เอง(อ่านในสุวรรณภูมิ สังคมวัฒนธรรม ฉบับวันนี้) ก่อนหน้านี้เป็นตลาดเล็กๆใกล้ป้อมเพชรเท่านั้น น่าเชื่อว่ามีพืชพันธุ์ผักผลไม้จากจีนเข้ามามากในยุคนี้ เช่น ผักกาดต่างๆ, ทับทิม, ฯลฯ จนถึงกระทะเหล็ก ปรุงกับข้าว เข้ามามีบทบาทสูงมาก จนเกิดอาหาร“เชิงสร้างสรรค์” เรียกอาหารไทยตั้งแต่ยุคนี้เป็นต้นไป

พยานหลักฐานย่อๆมีอย่างนี้ ผมถึงชวนให้ร่วมกันสร้างสรรค์อยุธยา Creative City เพราะยังมีหลักฐาน“เชิงสร้างสรรค์”อีกนับไม่ถ้วนอยู่ในอยุธยา

เสียแต่ว่ากระทรวงวัฒนธรรมและรัฐบาลนี้ ยกย่อง“วัฒนธรรมอำมาตย์” ขาดวัฒนธรรมชาวบ้าน ความคิดเชิงสร้างสรรค์ว่างเปล่าและหยุดนิ่ง เลย“ถอยหลังเข้าคลอง”

แผ่นทองจารึกอักษรจีน รูปกลม ขนาดเล็ก มีอักษรอยู่ 4 คำ แปลเป็นไทยว่า “ขอให้มีอายุ เหมือนภูเขาใต้” พบในกรุปรางค์ประธานวัดราชบูรณะ จ. พระนครศรีอยุธยา

นอกจากนั้นในกรุนี้ยังมีจารึกอักษรจีนอีก 2 แห่ง (ซ้าย) จารึกอักษรจีน หลังพระพิมพ์ซุ้มเสมาทิศ คำแปลเป็นไทยว่า “ในรัชสมัยไต้เหม็ง มีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา จึงได้ทำบุญสร้างพระนี้ขึ้นไว้” และ (ขวา) จารึกอักษรจีน หลังพระพิมพ์ซุ้มเสมาทิศ ยอดมหาอุณาโลม แปลเป็นไทยว่า“ในรัชสมัยไต้เหม็ง คนแซ่ตั้ง (มีแซ่เอี้ยและแซ่อื่นอีก) มีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา จึงร่วมใจกันสร้างพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี้ขึ้นไว้”