Download PDF

หนังสือพิมพ์มติชนฉบับวันศุกร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ 2553

 

สังคมญี่ปุ่นมีพฤติกรรม“รวมกลุ่ม”ร่วมกันทำงาน หรือทำกิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งให้สำเร็จตามเป้าหมายที่มีร่วมกัน

แต่สังคมไทยมีพฤติกรรม“จับกลุ่ม”สุมหัวนินทาเจ้านาย, พระสงฆ์, เพื่อนบ้าน, และญาติมิตรอย่างมีพลังทำลายฝั่งตรงข้ามให้พินาศ

ลักษณะแตกต่างของสังคมญี่ปุ่นกับสังคมไทยที่ยกมาข้างต้น เป็นที่รับรู้ในหมู่นักวิชาการด้านสังคมวิทยา, มานุษยวิทยา, รวมถึงรัฐศาสตร์, ประวัติศาสตร์, ฯลฯ (อาจยกเว้นนักวิชาการโบราณคดีที่หลงทางอยู่ในโลกดึกดำบรรพ์) เพราะเป็นงานวิจัยสำคัญเรื่องหนึ่งของนักวิชาการฝรั่งตะวันตกเมื่อราว 50 ปีมาแล้ว

เข้าใจเอาเองว่าสถาบันพระปกเกล้า คงตระหนักลักษณะ“จับกลุ่ม” แต่ไม่ “รวมกลุ่ม”ของสังคมไทยว่าถ้าไม่แก้ไขในอนาคตจะสร้างปัญหาน่ากลัวให้สังคมขัดแย้งนิยมใช้ความรุนแรง

สถาบันฯจึงให้วิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น ศึกษาวิจัยแนวทางเสริมสร้างจิตสำนึกสาธารณะเพื่อพัฒนาท้องถิ่น มุ่งให้ประชาชนในท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมการจัดบริการสาธารณะร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

คณะผู้ศึกษาวิจัยพบว่าจิตสำนึกสาธารณะเป็นแนวความคิดอย่างเดียวกับ “อาสาสมัคร”ที่เคยมีมาแล้วในสังคมไทย อันเป็นผลจากประเพณีและค่านิยมโดยรวม เช่น ความสัมพันธ์แบบญาติพี่น้อง, พุทธศาสนา เป็นต้น (มติชน ฉบับวันพุธที่ 3 กุมภาพันธ์ 2553 หน้า 7)

“อาสาสมัคร”เป็นแนวคิด volunteer ของฝรั่งตะวันตกแท้ๆ เพิ่งแพร่เข้ามาถึงกรุงสยามสมัยรัตนโกสินทร์นี้เอง คงจะราวแผ่นดินพระพุทธเจ้าหลวง รัชกาลที่ 5

แต่ลักษณะใกล้เคียงเคยมีในสังคมชาวนาสุวรรณภูมิในอุษาคเนย์ เรียกกันทั่วไปว่า “ขอแรง” กับ“ลงแขก” เช่น ขอแรงลงแขกไถนา-ดำนา, ขอแรงลงแขกเกี่ยวข้าว-นวดข้าว, ขอแรงลงแขกปลูกเรือน, ขอแรงลงแขกขนดินทำทางเข้าหมู่บ้าน-ทำเหมือง-ทำฝาย, ฯลฯ แต่จะพูดกันแค่ลงแขกก็เป็นที่รู้กันว่าขอแรงด้วย

“ขอแรง”ในชุมชนหมู่บ้าน อาจเปลี่ยนเป็น“ถือแรง”ก็ได้ หมายถึงแลกเปลี่ยนแรงงานกัน คือวันนี้มาทำให้เขา วันหน้าเขาจะมาทำให้เราเป็นการตอบแทน

ถ้าในทางพุทธศาสนาเรียก“ทำบุญ” เช่น ทำบุญขอแรงขนทรายเข้าวัด, ทำบุญขอแรงสร้างโบสถ์-วิหาร-การเปรียญ-ศาลา, ฯลฯ

ลักษณะขอแรงลงแขกจะมีได้ก็ต่อเมื่อในชุมชนท้องถิ่นมีความสัมพันธ์แบบเครือญาติ แล้วต่างรู้ความเป็นมาของชุมชนท้องถิ่นทั้งในแง่ภูมิประเทศและผู้คนอย่างทะลุปรุโปร่งจนมีสำนึกหวงแหนแน่นหนา

ชุมชนท้องถิ่นวันนี้ย่อมต่างจากวันนั้น จะให้เหมือนกันทุกอย่างไม่ได้ แต่สิ่งที่ผูกพันให้ยังมีความสัมพันธ์อยู่ได้คือปูชนียวัตถุสถานศักดิ์สิทธิ์ ที่คนในชุมชนท้องถิ่นเคารพนับถือร่วมกัน กับประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องกับปูชนียวัตถุสถานศักดิ์สิทธิ์นั้น สิ่งสำคัญนี้จะยึดโยงให้มี“จิตอาสา” หรือ“จิตสำนึกสาธารณะ”ได้ ดังมีตัวอย่างให้เห็นจำนวนมาก เช่น

หลวงพ่อทวด วัดช้างไห้ จ. ปัตตานี, ต้นโพธิ์ศรีมหาโพธิ จ. ปราจีนบุรี, พระนอนจักรสีห์ จ. สิงห์บุรี, ธาตุศรีสองรักษ์  จ. เลย, ธาตุดอยตุง จ. เชียงราย, ฯลฯ

น่าสมเพชเวทนาสังคมไทย เพราะแทนที่จะยกย่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้เป็นพลังสร้างความสัมพันธ์ให้เกิด“จิตอาสา”, “จิตสำนึกสาธารณะ” ทั้งฝ่ายพุทธจักรและอาณาจักร กลับร่วมกันทำเลอะเทอะจนเละเทะทุกแห่ง เช่น อวดอ้างอิทธิปาฏิหาริย์ “เดียรฉานวิชา” แล้วผลิตเครื่องรางของขลังกับพระเครื่องออกวางขายอย่างไม่นึกถึงบาปบุญคุณโทษ

องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็มักได้ เอาแต่ใช้เป็นเครื่องมือแสวงหาผลประโยชน์เข้าตนเองและหมู่คณะญาติมิตร ไม่ได้คิดแบ่งปันเผยแพร่ความรู้ความเป็นมาของท้องถิ่นและสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้นๆอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ทั้งๆเรื่องราวเหล่านี้มีส่วนผลักดันให้เกิด“เศรษฐกิจสร้างสรรค์” และการท่องเที่ยวยั่งยืนให้ชาวบ้านได้รับผลพวงอย่างพอเพียง

หนังสือประวัติวัดมหาธาตุ จ. เพชรบุรี มีประวัติความเป็นมาของปูชนียวัตถุสถานศักดิ์สิทธิ์กับประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเมืองเพชรบุรี มีค่ามหาศาลและมีพลังผลักดันให้เกิด จิตอาสา, จิตสำนึกสาธารณะ ที่นักวิชาการทางรัฐศาสตร์มองข้ามความสำคัญ
นายทวีโรจน์ กล่ำกล่อมจิตต์ บรรณาธิการหนังสือเล่มนี้ มีคำนำบอกว่า วัดมหาธาตุวรวิหาร มีประวัติศาสตร์คู่กับเมืองเพชรบุรีมาอย่างยาวนาน พระราชสุวรรณมุนี (แคล้ว อุตฺตโม) ดำริให้ดำเนินการจัดทำหนังสือที่ระลึก เพื่อเผยแพร่เกียรติภูมิ เกียรติประวัติ ของวัดในแง่มุมต่างๆ อันเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ เกร็ดตำนาน งานศิลปะปูนปั้น ใบเสมา และพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ เป็นต้น
ด้วยปรารถนาว่า หนังสือ..จะเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ท้องถิ่นสำหรับเยาวชนคนทั่วไปตามสมควร