Download PDF

ฉบับประจำวันพฤหัสบดีที่ 4 กุมภาพันธ์ 2553

ภาพเขียนสีที่ผาแต้ม(อ. โขงเจียม จ. อุบลฯ) มีรูปคน, สัตว์, สิ่งของ ต่อเนื่องเป็นตอนๆถึงผาหมอนน้อย และอาจมีต่อไปอีกตามแนวเลียบน้ำแม่โขง แต่ยังไม่พบ

ตรงที่เป็นรูปคน เคยมีคำอธิบายเบื้องต้นว่าเป็นรูปตุ้ม(เครื่องมือจับปลาในน้ำแม่โขง) ที่คนสองฝั่งโขงคุ้นเคยอย่างดี เพราะมีขนาดใหญ่ใช้จับปลาได้จำนวนมากๆ

แต่ภาพนี้มีขึ้นเมื่อราว 3,000-2,500 ปีมาแล้ว(ไม่ถึง 4,000 ปีมาแล้ว ตามที่ราชการเขียนโฆษณาเกินจริง) จำนวนประชากรยุคนั้นยังมีน้อย แล้วอยู่กระจัดกระจายห่างไกล จึงไม่น่าจะต้องใช้เครื่องมือจับปลาให้ได้ปริมาณมากๆ เพราะยุคนั้นยังไม่มีการซื้อขายปลาเหมือนยุคนี้ และต่างคนต่างหาปลามาเป็นอาหารได้ไม่ต้องซื้อ

ฉะนั้นรูปหัวสามเหลี่ยมจึงเป็นรูปคน หรือสัญลักษณ์ของคน ตามที่ครูบาอาจารย์นักปราชญ์ผู้ใหญ่อธิบายไว้นานแล้ว แต่คนทั่วไปมักไม่ชอบฟังเรื่องจริง พากันฟังเรื่องโกหกว่าเป็นรูปตุ้มจับปลา

คน หรือกลุ่มคนหัวสามเหลี่ยมบนภาพเขียนสีที่ผาแต้ม ไม่ใช่คนธรรมดาสามัญปกติทั่วไป แต่เป็นผู้ได้รับยกย่องจากชุมชนให้มีฐานะพิเศษ แล้วทำหน้าที่พิเศษในพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ เช่น หมอผี ปัจจุบันคือ หมอขวัญ, หมอพร, หมอพราหมณ์, หมอธรรม, ฯลฯ หรือทำหน้าที่เท่ากับพระสงฆ์และพราหมณ์ในยุคหลังๆเมื่อชุมชนเติบโตเป็นเมือง, รัฐ รับศาสนาจากชมพูทวีป(อินเดีย)แล้ว

คนและกลุ่มคนพวกนี้มีเครื่องแต่งกายพิเศษแตกต่างจากคนทั่วไป(ดังเห็นเป็นปกติในปัจจุบันเรียก เครื่องแบบ)

หัวสามเหลี่ยมของคนบนภาพเขียนสีมีตัวอย่างมากมายหลายหลาก คือหน้ากากรูปแบบต่างๆอันเป็นต้นแบบของหน้าโขน, ศีรษะโขน( เช่น ของกรมศิลปากร)เล่นเรื่องรามเกียรติ์ แต่ที่ใกล้เคียงมากคือหน้ากากการละเล่นผีตาโขนที่ จ. เลย และที่อื่นๆ

คนหัวสามเหลี่ยมบนภาพเขียนสียังมีร่องรอยที่อื่นด้วย เช่น ที่เขาสามร้อยยอด (อ. สามร้อยยอด จ. ประจวบคีรีขันธ์)

พยานหลักฐานเหล่านี้เป็นเรื่องราวทางสังคมวัฒนธรรมของบรรพชนชาวอุบลฯ และคนไทยโดยรวมๆ นอกจากนั้นยังเกี่ยวข้องกับโขน-ละคร โดยตรง แต่สถาบันฯที่เกี่ยวกับโขนละคร ไม่ยอมทำความเข้าใจ เพราะงมงายหลงทางไปอินเดียยังกู่ไม่กลับ ขอแนะนำผู้เกี่ยวข้อง“โครงการจัดตั้งสถาบันโขน” ให้ความสำคัญศึกษาค้นคว้าและวิจัยเพื่อเอาไปวางรากฐานความรู้เรื่องโขนละครให้แน่นหนาจะดีมากๆ

ชาวอุบลราชธานีคือคนอีสาน เพราะบรรพชนชาวอุบลราชธานีเป็นพวกเดียวกับบรรพชนคนอีสานและคนสองฝั่งโขงถึงดินแดนลาว  จากการประสมประสานของผู้คนชนเผ่าเหล่ากอหลายชาติพันธุ์ ทั้งภายในและภายนอก ทั้งทางสังคมและวัฒนธรรม ไม่ต่ำกว่า 5,000 ปีมาแล้ว (อาจถึง 10,000 ปีมาแล้วก็ได้) แล้วยังมีต่อเนื่องถึงทุกวันนี้ และอาจมีต่อไปในอนาคตไม่รู้จบ โดยมีชื่อเรียกตัวเองต่างกันไป เช่น ลาว, เขมร, จาม, ส่วย, ฯลฯ

ลาว มีชื่อเรียกจากชาวสยามยุคกรุงศรีอยุธยาว่า “ไทยน้อย” เป็นพวกหนึ่งที่เคลื่อนย้ายไปตั้งหลักแหล่งทางลุ่มน้ำเจ้าพระยา เป็นเครือญาติพี่น้องกับกลุ่มชาติพันุ์อื่นๆ เช่น มอญ, เขมร, มลายู, จีน, ฯลฯ แล้วเรียกตัวเองว่า “คนไทย”

ชาวอีสานหรือคนอีสานไม่ใช่ชื่อชนชาติหรือเชื้อชาติเฉพาะของอีสาน แต่เป็นชื่อทางวัฒนธรรมมีที่มาจากภูมิศาสตร์บริเวณทิศตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย (อันเป็นส่วนหนึ่งของผืนแผ่นดินใหญ่สุวรรณภูมิหรืออุษาคเนย์โบราณ) เลยสมมุติเรียกคนกลุ่มนี้อย่างรวมๆกว้างๆ ว่าชาวอีสาน หรือคนอีสาน

อีสานเป็นชื่อเรียกพื้นที่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยที่มีกรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลาง

คำว่า อีสาน มีรากจากภาษาสันสกฤต สะกดว่า อีศาน หมายถึงนามพระศิวะ ผู้เป็นเทพยดาประจำทิศตะวันออกเฉียงเหนือ (เคยใช้มาแล้วเมื่อราวหลัง พ.ศ. 1000 ในชื่อรัฐว่า อีศานปุระ และชื่อพระราชาว่า อีศานวรมัน) แต่คำบาลีเขียนอีสาน ฝ่ายไทยยืมรูปคำจากบาลีมาใช้ หมายถึงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ตะวันออกเฉียงเหนือ (ที่หมายตรงกับคำว่าอีสาน) เริ่มใช้เป็นทางการสมัยรัชกาลที่ 5 ราว พ.ศ. 2442 ว่า มณฑลตะวันออกเฉียงเหนือ แต่เฉพาะลุ่มน้ำมูลถึงอุบลราชธานี, จำปาสัก ฯลฯ

คนหัวสามเหลี่ยมหรือสัญลักษณ์ของคน ในเครื่องแต่งกายพิเศษ บรรพชนชาวอุบลฯ ราว 2,500 ปีมาแล้ว ไม่ใช่ตุ้มจับปลา อย่าเลอะเทอะ