Download PDF

หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันจันทร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2553

สังคมไทยถูกครอบงำด้วยอำนาจ“บาตร”ใหญ่ในนาม“แห่งชาติ” ให้ท่องจำตำราเป็นนกแก้วนกขุนทอง ทั้งๆในโลกจริงไม่ได้เป็นอย่างนั้น เช่น พุทธศาสนาไทยสมัยโบราณล้วนบริสุทธิ์ผุดผ่องดังทองทา ฯลฯ

พุทธศาสนาแห่งชาติอย่างเป็นทางการเท่านั้นที่แข็งตัวจนกระทั่งไม่อาจปรับตัวอะไรได้อีก

แต่พุทธศาสนาแบบหลากหลายของชาวบ้านทั่วๆไปจะเคลื่อนไหวตอบรับความเปลี่ยนแปลงอย่างคึกคักทั้งทางคัมภีร์และทางความเชื่อเกี่ยวกับผีสางเทวดาอันเป็นลักษณะแท้จริงของพุทธศาสนาไทยที่มีแต่โบราณ(เอกสารวิชาการเรื่องศาสนาในสังคมไทยสมัยใหม่ ฉบับลำลอง ของ นิธิ เอียวศรีวงศ์ เมื่อเดือนเมษายน 2552)

พุทธศาสนาแบบหลากหลายที่มีมาแต่โบราณกาล ยังมีให้เห็นทั่วไปในปัจจุบัน “เพียงแต่ต้องมองข้ามพระพุทธศาสนาที่เป็นทางการออกไปเท่านั้น จึงจะเห็นพลวัตของพระพุทธศาสนาไทย” (นิธิ เอียวศรีวงศ์ ใน มติชนสุดสัปดาห์ วันที่ 5-11 กุมภาพันธ์ 2552 หน้า 26)

หนังสือเล่มสำคัญที่ประมวลความจริงเกี่ยวกับพุทธศาสนาแบบหลากหลายยุคโบราณกาลให้คนยุคนี้อ่านเพื่อความรู้และความเข้าใจพุทธศาสนาไทยจริงๆ ชื่อ พุทธในไพร ของ กมลา ติยะวนิช (แปลเป็นไทยจาก Buddha in the Jungle ซิลค์เวอร์ม บุคส์ พิมพ์ครั้งที่สอง พ.ศ. 2553) “เป็นเรื่องราวเชิงประวัติศาสตร์เกี่ยวกับพระสงฆ์ท้องถิ่น ขนบธรรมเนียมประเพณี และการดำรงชีวิตของคนไทยในยุคหมู่บ้านป่า (ราวต้นรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ถึง พ.ศ. 2500)——ผู้คนส่วนใหญ่ยังอยู่ใกล้ชิดธรรมชาติ——ชาวบ้านและพระสงฆ์มีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดเกื้อกูลกัน เพราะศาสนาในแต่ละท้องถิ่นไม่แปลกแยกกับวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของชาวบ้าน วัดเป็นศูนย์กลางของชุมชนในประเทศสยาม—–”

กมลาเป็น“แม่หญิง”ชาว จ. ชลบุรี จบปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จบปริญญาเอกทางประวัติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยคอร์แนล สหรัฐฯ แล้วออกเดินดงพงไพรค้นคว้าเขียนหนังสือเป็นภาษาอังกฤษเกี่ยวกับพุทธศาสนาในเชิงประวัติศาสตร์ไว้หลายเล่ม เช่น Forest Recollections, Wondering Monks in Twentieth Thailand. (Honolulu, University of Hawaii Press, 1997.) Buddha in the Jungle. (Thailand, Silkworm Books 2003., The University of Washington Press 2003.) บางเล่มใช้เป็นตำราเรียนที่มหาวิทยาลัยคอร์แนล

พระพุทธศาสนาในประเทศไทยทุกวันนี้ กมลาอธิบายไว้ในบทนำว่าแบ่งแยกเป็น 2 ขั้วชัดเจน คือ ขั้วหนึ่ง ศึกษาเล่าเรียนจากตำรา เป็นการใช้ปัญญา และหลักตรรกะเหตุผลเป็นพื้นฐานในการอบรมสั่งสอนศีลธรรมแก่ประชาชน  ส่วนอีกขั้วหนึ่ง ใช้การอธิบายสาเหตุของปัญหาเชิงปาฏิหาริย์ และอ้างอิงสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อแก้ปัญหาหรือดับทุกข์”

“แต่ในอดีต เมื่อร้อยกว่าปีมาแล้ว ศาสนาพุทธที่ปรากฏในสยามมิได้แยกขาดเช่นนั้น หากแต่มีความหลากหลาย ทั้งในด้านแนวความคิด และในด้านข้อวัตรปฏิบัติของพระสงฆ์ กล่าวคือ หลักธรรมคำสอนของพระจะผสมกลมกลืนไปกับวิถีชีวิตตามธรรมชาติในท้องถิ่น สามารถเชื่อมโยงเข้ากับชีวิตประจำวันของชาวบ้าน และพระสงฆ์จะมีข้อวัตรปฏิบัติที่ไม่แยกประโยชน์ส่วนตัวออกจากส่วนรวม ไม่แยกวัดออกจากชุมชน”

“พระเถระในท้องถิ่นสมัยก่อนจะถ่ายทอดธรรมะแก่ชาวบ้านด้วยการโยงกับมิติทางสังคม โดยหยิบยก“เครื่องมือ”อันหลากหลาย ซึ่งได้แก่ คัมภีร์ใบลาน ตำนานท้องถิ่น นิทานพื้นบ้าน ชาดกต่างๆ และประสบการณ์ส่วนตัว มาบูรณาการให้เหมาะแก่กาลเทศะ และกลุ่มบุคคลที่เป็นอุบาสกอุบาสิกา ทั้งเด็กและผุ้หใญ่ได้อย่างแยบยล”

พุทธในไพร เล่มนี้ กมลาบอกว่า“เป็นคู่มือนำเที่ยว”พาผู้อ่านเดินทางย้อนยุคไปในช่วงเวลาที่ศาสนาพุทธแบบท้องถิ่น (local Buddhism) ยังคงเป็นสถาบันสำคัญในสังคมชนบท ยุคนี้นักสิ่งแวดล้อมเรียกกันว่า“ยุคหมู่บ้านป่า” (Jungle Village era) อันเป็นที่มาของชื่อหนังสือ

    พุทธในไพร ของ กมลา ติยะวนิช เป็นคู่มือนำเที่ยวทัศนศึกษาศาสนาพุทธแบบท้องถิ่นยุคหมู่บ้านป่า ไม่ใช่พุทธศาสนาแห่งชาติ