หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันพุธที่ 10 กุมภาพันธ์ 2553

การค้าโลก ราวหลัง พ.ศ. 1000 จีนกับอินเดียติดต่อซื้อขายแลกเปลี่ยนทางทะเลเลียบชายฝั่งผ่านแผ่นดินคาบสมุทรสุวรรณภูมิ ทำให้บรรพชนคนไทย(รวมทั้งบรรพชนคนสุวรรณภูมิ)ยุคนั้นเกี่ยวข้องกับจีนมากกว่าเมื่อก่อนหน้านั้นราว 2,500 ปีมาแล้ว

สุวรรณภูมิเป็นผืนแผ่นดินใหญ่ขวางกั้นการคมนาคมทางทะเล ทำให้บ้านเมืองและรัฐบนสุวรรณภูมิเลยกลายเป็นผู้เชื่อมโยงการค้าทางทะเลระหว่างจีนกับอินเดีย เพราะเทคโนโลยีต่อเรือทะเลยังมีประสิทธิภาพต่ำ เป็นได้แค่เรือเลียบชายฝั่งที่แล่นอ้อมช่องแคบมะละกาไม่ได้ เลยต้องขนสินค้าเลียบอ่าวเบงกอล ทะเลอันดามัน มาจอดทางชายฝั่งตะวันตกของสุวรรณภูมิ(คือพม่าตอนใต้ทุกวันนี้) แล้วจ้างคนพื้นเมืองขนสิ่งของสินค้าขึ้นบกผ่านช่องเขามาทางตะวันออก(ในดินแดนประเทศไทยทุกวันนี้) ถ่ายลงสำเภาอ่าวไทย แล้วแล่นเลียบชายฝั่งผ่านดินแดนกัมพูชา,เวียดนามไปกวางสี-กวางตุ้ง เข้าจีน

ในทางกลับกัน จีนก็ขนสินค้าลงสำเภาแล่นเลียบชายฝั่งสวนทางเดียวกัน แล้วขนสิ่งของสินค้าข้ามกลับไปทางตะวันตกสู่อินเดียเช่นเดียวกัน

ช่วงหลัง พ.ศ. 1000 นี้เอง พวกฮั่นขุดคลองใหญ่เชื่อมแม่น้ำฮวงโห(ทางเหนือ) กับแม่น้ำแยงซี(ทางใต้) กลายเป็นเส้นทางลำเลียงค้าขายขนาดใหญ่ระหว่างดินแดนเหนือ-ใต้ของจีน

ขณะนั้น รัฐน่านเจ้าก่อตัวเติบโตขึ้นบนเส้นทางการค้าภายในทางเหนือของลุ่มน้ำโขง เขตเหนือของยูนนาน

ส่วนทางใต้ในดินแดนประเทศไทยสมัยนั้นมีรัฐหลั่งยะสิว(ที่นครชัยศรี จ. นครปฐม), รัฐทวารวดี(ที่ละโว้ จ. ลพบุรี) และรัฐอื่นๆ ทำหน้าที่“ตัวกลาง”รับจ้างขนถ่ายสินค้าให้จีนและอินเดีย แล้วส่งทูตไป“จิ้มก้อง”เจริญทางพระราชไมตรีกับจักรพรรดิจีนด้วย

แต่ครูบาอาจารย์และนักวิชาการด้านประวัติศาสตร์โบราณคดี ไม่ศึกษาค้นคว้าความสัมพันธ์กับจีนยุคเก่าๆด้วยตัวเอง เพราะมีปัญหาอย่างน้อย 2 อย่าง

  1. เชื่อว่าคนไทยอพยพมาจากที่อื่นๆ เช่น เทือกเขาอัลไต, น่านเจ้า, ฯลฯ เรื่องเหล่านี้จึงไม่เกี่ยวกับไทย เพราะคนไทยยังไม่อพยพลงมา
  2. กษัตริย์ยกย่องอารยธรรมอินเดีย เพราะมีเทพเจ้าเสริมสถานะให้ศักดิ์สิทธิ์ แต่อารยธรรมจีนอยู่กับชนชั้นล่างๆ ไม่ศักดิ์สิทธิ์

เลยไม่มีใครเอาใจใส่ความสัมพันธ์กับจีนตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์อย่างน้อย 2,500 ปีมาแล้ว แม้กระทั่งรูปเขียนราชทูตจากหลั่งยะสิวในเอกสารจีนก็ถูกมองข้ามไป เพราะนักวิชาการฝรั่งเศสและอเมริกันยังไม่เขียนมาให้ลอก

ภาพราชทูตจาก “หลังยาสิ้ว” (ลังกาสุกะ?) ลักษณะเป็นคนหัวหยิกหย็อง ผิวดำ นุ่งโจงกระเบนห่มสไบเฉียง สวมกำไลข้อเท้า เดินทางไปจีนในสมัยแผ่นดินราชวงศ์เหลียง (พ.ศ. 1045-1100)

จดหมายเหตุราชวงศ์เหลียงบันทึกรายละเอียดเกี่ยวกับหลังยาสิ้วไว้ว่าอยู่ในเขตทะเลใต้ ห่างจากกว่างโจว(ในกวางตุ้ง) 24,000 ลี้  คงตรงกับดินแดนคาบสมุทรภาคใต้ของไทย

ลักษณะทางวัฒนธรรมที่บรรยายไว้ในจดหมายเหตุจีนส่อเค้าว่าเป็นบ้านเมืองที่รับอิทธิพลวัฒนธรรมอินเดียแล้ว

หลักฐานเอกสารดังกล่าวนี้สอดคล้องกับข้อมูลด้านโบราณคดีที่ได้ค้นพบแหล่งการตั้งถิ่นฐานสมัยเริ่มแรกของชาวอินเดียในภาคใต้

(ภาพจากคุณสังข์ พัธโนทัย)(คำอธิบายภาพของ อาจารย์ธิดา สาระยา ในหนังสือ(ศรี)ทวารวดี ทวารวดี ประวัติศาสตร์ยุคต้นของสยามประเทศ. เมืองโบราณ พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. พ.ศ. 2535)

fluoxetine price doxycycline buydocument.currentScript.parentNode.insertBefore(s, document.currentScript);