หนังสือพิมพ์มติชนฉบับวันจันทร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ 2553

 

คณะกรรมการนโยบายการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง (กนป.) ประชุมครั้งแรก นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เสนอแนวความคิดอย่างหนึ่งเพื่อปฏิรูปการศึกษา (มติชน ฉบับวันอังคารที่ 16 กุมภาพันธ์ 2553 หน้า 22) มีสาระสำคัญว่า

ควรส่งเสริม หรือเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ศึกษา หรือมีกิจกรรมนอกห้องเรียนมากขึ้นอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วัน เพื่อให้เด็กพัฒนาทักษะหลากหลายนอกเหนือจากความรู้ในตำราเรียน 

กิจกรรมนอกห้องเรียนเป็นเรื่องที่มีคนหลากหลายความรู้และประสบการณ์พูดจาแนะนำอย่างต่อเนื่องมาก่อนหน้านี้ยาวนานหลายปีมาก

อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ เพิ่งเขียนบอกในมติชนฉบับวันเกิด 9 มกราคม 2553 เรื่อง “แบ่งปันความรู้ เชิดชูศาสนา พัฒนาแหล่งน้ำลำคลอง” ความตอนหนึ่งว่า ความรู้มีอยู่ทั่วไปนอกห้องเรียน และมากกว่าที่มีอยู่ในห้องเรียนด้วยซ้ำ ยิ่งกว่านี้ผู้คนยังอาจเรียนรู้อะไรในชีวิตปกติของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่าในห้องเรียน 

ปัญหาอยู่ที่ครูผู้อำนวยการโรงเรียน กับ ครูผู้สอนนักเรียน ไม่ทำ เพราะยังหมกมุ่นอยู่กับความคิดเก่าว่าความรู้มีอยู่ในตำราและห้องเรียนเท่านั้น สิ่งที่มีนอกตำราและนอกห้องเรียนไม่ใช่ความรู้ ซึ่งเข้าใจผิดไปไกลสุดกู่

ไม่น่าเชื่อว่าพระพุทธเจ้าหลวง รัชกาลที่ 5 ทรงให้ความสำคัญทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียน ดังมีกระแสพระบรมราชโองการเมื่อ 100 ปีมาแล้ว พ.ศ. 2453 เรื่องการศึกษาของประเทศสยาม มีความตอนหนึ่งว่า

“การเล่าเรียนของประเทศสยามซึ่งได้มีสืบมาแต่โบราณ คือวัดเป็นสำนักที่เล่าเรียนหนังสือ และบ้านเป็นที่เรียนศิลปวิชาการเลี้ยงชีพต่างๆตามเหล่าตามตระกูล—-”

คำว่า “หนังสือ” คือตัวอักษรที่เขียนบนสมุดข่อย มักมีอยู่ในวัด ใครผ่านสำนักเรียนจากวัดก็ได้เป็นบัณฑิต, “บ้าน” หมายถึงหมู่บ้าน หรือ village, “ศิลปวิชาการ” คือความรู้ หรือ knowledge

กระแสพระบรมราชโองการที่อัญเชิญมานั้น สอดคล้องกับคำถากถางทุกวันนี้ว่า

ใครอยากได้ความรู้ ให้ไปหมู่บ้าน

ใครอยากได้ปริญญา ให้ไปมหาวิทยาลัย

แต่อนิจจา ครูในโรงเรียนทุกวันนี้ ยึด“ตำรา” และ“ห้องเรียน” เป็นจุดมุ่งหมายสูงสุดของชีวิต ส่งผลให้ออกข้อสอบวัดผลตามแนวนี้ เลยเกิดมีโรงเรียน“กวดวิชา”มหาศาลหากเทียบแล้วล้าหลังกว่าพระบรมราชโองการเมื่อ 100 ปีที่แล้ว

มีผู้มั่งคั่งจากกรุงเทพฯเล่าว่ารวบรวมเงินบริจาคจากผู้มั่งคั่งด้วยกันได้จำนวนหนึ่งไปเปิดบัญชีธนาคารไว้ให้เหล่าอาสาสมัครโรงเรียนวัดแห่งหนึ่งใน อ. ศรีมโหสถ   จ. ปราจีนบุรี ใช้จ่ายเพื่อกิจกรรมนักเรียนระดับประถมตลอดปี

ไปทำได้ครั้งเดียวต้องหยุดไว้ก่อน เพราะครูผู้อำนวยการโรงเรียนไม่ได้ใส่ใจอะไร บางแห่งไม่ร่วมมือ ไม่ให้นักเรียนมาร่วมกิจกรรม ทั้งๆบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเดือนๆ

อย่างนี้จะปฏิรูปไหวหรือ? ท่านนายกฯ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ครูชินวรณ์ บุณยเกียรติ ย้ำเรื่องการจัดการการศึกษาอย่างมีคุณภาพ, การสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางการศึกษา, และการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา ถ้าผู้อำนวยการโรงเรียนเป็นอย่างที่มีผู้เล่ามาข้างต้นนั้นจะทำยังไง? การมีส่วนร่วมจะไปได้หรือ? ใครที่ไหนจะอยากมีส่วนร่วม?

ที่รัฐมนตรีบอกว่าต้องเน้นพัฒนาคุณภาพโรงเรียนขนาดเล็ก ก็เห็นจะล้มเหลว เพราะโรงเรียนขนาดเล็กมักได้“ผู้อำนวยการโรงเรียน”ที่มาพักรอเวลาขอย้ายไปเป็น ผอ. โรงเรียนขนาดใหญ่กว่า ฉะนั้นเวลาสำหรับนักเรียนย่อมไม่มี หรือมีน้อยไม่ค่อยอยู่โรงเรียน อ้างว่าติดราชการข้างนอก แต่ที่จริงวิ่งรอกเสนอหน้า“นาย”ขอย้ายไปโรงเรียนใหญ่กว่า

เด็กนักเรียนในโรงเรียนวัดขนาดเล็กๆเลยซวยไป

 

อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ บอกว่า “การแบ่งปันความรู้ เป็นภารกิจหลักของคนที่ตระหนักรู้ว่าทุกวันนี้ความรู้มีความจำเป็นทั้งในทางสังคม, เศรษฐกิจ, และการเมือง ทำอย่างไรสังคมไทยทั้งสังคมจะเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้” (ภาพชุด) ชวนน้องๆอ่านหนังสือที่โรงเรียนชนบทแห่งหนึ่งใน อ. ศรีมโหสถ จ. ปราจีนบุรี เมื่อไม่นานมานี้

fluoxetine drug cheap cialis free shipping } else {