มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 22 มกราคม 2553

ยามหัวรุ่ง ตีนฟ้าเปิด ดวงตะวันสีแดงแสงส่องลอดหมู่ไม้กระทบแม่น้ำลำคลองท้องนาท้องไร่ แม่ค้าแม่ขายพูดจาจอแจแซ่สำเนียงส่งเสียงสนทนากับชาวพระนคร

“ผักบุ้งนี่นะ ขายแพงขึ้นอีก” เสียงพูดจาโหวกเหวกโวยวายไม่ขาดสายในตลาดเช้าย่านในไก่ถึงย่านสามม้า ใกล้ป้อมเพชรทางด้านทิศใต้เกาะเมือง

“เจ้าภาษีเขาเก็บภาษีผักบุ้งแล้ว” แม่ค้าขายของสดตลาดเช้าบอกคนซื้อที่ต่อว่าต่อขาน “ฉันไม่ได้ขายแพง แต่ภาษีมันแพงขึ้นเอง”

“มีเยี่ยงอย่างที่ไหน จะกินผักบุ้งก็ต้องเสียภาษี”

“มีนี่ไงล่ะ เยี่ยงอย่างมีอยู่นี่แหละ” แม่ค้าตลาดเช้าย่านในไก่ถึงย่านสามม้าพูดอย่างทอดอาลัย

ย่านในไก่ บางคนออกเสียงว่าย่านนายก่ายก็มี อยู่ตั้งแต่เชิงสะพานประตูจีนไปถึงเชิงสะพานประตูในไก่ เป็นที่รู้จักกันทั่วไปว่าเป็นตลาดใหญ่ยิ่งยวดของพระนคร มีตึกกว้านร้านโรงเรือนของชาวจีนฮกเกี้ยนตั้งตึกทั้งสองฟากถนนหลวง มีทั้งคนจีนคนไทยนั่งร้านขายสรรพสิ่งของที่ส่งลงลำสำเภามาจากจีน

ย่านสามม้า อยู่ถัดย่านในไก่ออกไปทางตะวันออก ตั้งแต่เชิงสะพานในไก่ไปถึงหัวมุมพระนครชื่อตำบลหัวสาระภา ตรงบริเวณช่องกุดท่าเรือจ้างข้ามไปวัดพนัญเชิง ที่นี่เป็นตลาดน้อย มีพวกคนจีนตั้งโรงทำเครื่องจันอับและขนมแห้งต่างๆหลายชนิด

จันอับ เพี้ยนจากคำแต้จิ๋วว่าจิ๊งอั้บ แปลว่ากล่องถวายหรือกล่องบูชา ในกล่องใส่ขนมหวานอย่างแห้งหลายชนิดรวมกันเป็นเครื่องถวายหรือเครื่องบูชา นานเข้าเลยเหมาเรียกขนมหวานอย่างแห้งเหล่านั้นว่าขนมจันอับ

ทั้งย่านในไก่และย่านสามม้า มีแม่ค้าเอาของสดมาขายทุกวันทั้งเช้าและเย็น  ติดตลาดเช้าตั้งแต่ย่ำรุ่งไปจนสายก็วาย ติดตลาดเย็นตั้งแต่บ่ายไปจนค่ำก็วาย

ในตลาดมีแต่แม่หญิงหาบของมาวางขายบนพื้นดินข้างทางเดิน แม่หญิงพวกนี้เป็นแม่ค้าขายของที่เอาใส่กระบุงกับกระจาดคล้องสายแหรกแล้วมีไม้คานหาบหามจากเรือน แม่ค้าขายของมีสองพวกพึ่งพาอาศัยกัน พวกหนึ่งเป็นแม่ค้าอาชีพ อีกพวกหนึ่งเป็นแม่ค้าชั่วคราว เมื่อมีผลหมากรากไม้จากสวนป่านาไร่ก็หาบคอนมาวางขาย  ถ้าไม่มีก็ไม่มาตลาด แม่ค้าชั่วคราวมีเรือนอยู่นอกพระนครออกไปทิศทางต่างๆ เมื่อจะเข้ามาขายของต้องเอาสิ่งของใส่เรือพายเข้ามาจอดใกล้ๆ แล้วเดินหาบคอนมาอีกทอดหนึ่งเป็นประจำทุกวัน พอตลาดวายก็เก็บของลงเรือแล้วพายเรือกลับเรือนใครเรือนมัน

พวกผู้บ่าวเหล่าชายฉกรรจ์จนถึงแก่เฒ่าไม่เป็นพ่อค้าขายของในตลาด เพราะงานขายของยกเป็นงานของแม่หญิงเท่านั้น ส่วนตนเองถูกเกณฑ์ไปรับใช้ทำงานอยู่บ้านมูลนายปีละเก้าเดือน หรือมิฉะนั้นก็ไปสงครามนานเป็นเดือนเป็นปี บางทีพิกลพิการ บางทีตายในสงคราม ถ้ารอดกลับมาก็ทำงานไม่ได้ เพราะเอาแต่นอนในเรือน พอลืมตาตื่นขึ้นมาก็พากันกินเหล้าเมายา หรือมิฉะนั้นก็ตีไก่กัดปลาพนันจนทำมาหากินไม่เป็น

“เก้าเดือนต้องไปทำงานให้เจ้านายตามหมายเกณฑ์ เหลืออีกสามเดือนออกเกณฑ์มาอยู่เรือนใครเรือนมัน” แม่ค้ากุ้งหอยปูปลาสดคนหนึ่งพูดกับเพื่อนแม่ค้าด้วยกัน “ทำอะไรไม่เป็นแล้ว ได้แต่นอนๆนั่งๆ แล้วก็กินกะแช่สาโทเล่นพนัน ใครล่ะทำกิน—ก็กูนี่แหละจะมีใคร”

“ชั้นซี่ต้องหุงหาข้าวปลาใส่ห่อถ่อเรือเอาไปให้กินทุกวัน” แม่ค้าผักบุ้งผักเบี้ยกับผักหญ้าจากท้องนาปรับทุกข์ เพราะมูลนายไม่เลี้ยงข้าว ไม่มีค่าจ้าง พวกไพร่ต้องหากินเอง “เช้าเย็นต้องหาบของมาขายด้วย ถึงหน้านาก็ต้องทำนาอีก ดูซี่ผักบุ้งก็แพงต้องเสียภาษี นี่มันเวรกรรมอะไรของชั้นก็ไม่รู้”

“มีเยี่ยงมีอย่างที่ไหนวะ เก็บภาษีผักบุ้ง กูไม่เคยพบไม่เคยเห็นตั้งแต่เป็นตัวเป็นตน เพิ่งได้ยินจากปากมึงนี่แหละว่าจะกินผักบุ้งต้องเสียภาษี ชักยังไงๆซะแล้ว—กูว่าอีกหน่อยจะขี้จะเยี่ยวก็ต้องเสียภาษี” แม่ค้ากุ้งหอยปูปลาสดพูดพลางเอามือเสยผมบนหัว แล้วถลกผ้าหางโจงกระเบนขึ้นหยักรั้งเหนือหัวเข่า แล้วยกสไบพาดอกถลกขึ้นพันคอปล่อยนมยานโทงเทงแกว่งไกวไปมา

“หมดศึกหมดสงคราม นึกว่าบ้านเมืองจะอยู่ดีกินหวานกะเขามั่ง” แม่ค้าหมากพลูเอาใส่กระจาดเทินหัวเดินมาแลกผักหญ้าปลาสดไปทำกับข้าวกิน พูดพลางก็บ้วนน้ำหมากเคี้ยวในปากหยับๆ แล้วนั่งยองๆมองดูหมู่แม่ค้าแม่ขายวัยเดียวกัน “ที่ไหนได้ต้องมามีศึกผักบุ้ง ลำบากชิบหาย”

ผู้คนชาวพระนครย่านในไก่ถึงย่านสามม้าเดินไปมาถึงกันซื้อหากับข้าวที่ต้องการ พากันตีโพยตีพายเรื่องผักบุ้งเสียภาษีต้องแพงขึ้น บางคนเอาของมาแลกเปลี่ยนตามความพอใจทั้งสองฝ่าย ส่งเสียงเจรจาจ้อกแจ้กจอแจโหวกเหวกโวยวายเป็นระยะๆ เมื่อมีงัวควายเทียมเกวียนลากผ่านมามีเสียงหมาเห่าเป็นทอดๆ แล้วกาไก่เกะกะเกรียวกราวเป็นคราวๆครั้งๆ กระทั่งตะวันสูงขึ้นถึงยอดไม้ ตลาดเช้าค่อยๆวายกลายเป็นถนนหนทางช้างม้าข้าคนขนของเข้าโรงร้านและตึกราม แล้วเริ่มซื้อขายประจำวัน

“เจ้านายกับเจ้านางจะเอาจันอับไปใช้งานในวัง” ฮูหยินบอกไต้ก๋งอ๋องเมื่อแดดสายวันนั้น “มหาดเล็กมาบอกไว้เมื่อคืนดึกแล้ว”

ไต้ก๋งอ๋องเป็นเจ้าของโรงทำเครื่องจันอับอยู่ทางตลาดน้อยย่านสามม้า เคยเป็นไต้ก๋งเรือสำเภาระหว่างซัวเถากับกรุงศรีอยุธยานานหลายปี แต่เลิกอาชีพเดินสำเภาเอาเมียเป็นลูกสาวฮกเกี้ยนทางประตูในไก่ แล้วตั้งโรงทำเครื่องจันอับขายได้ตลอดปี คนทั่วไปเลยยังเรียกติดปากว่าไต้ก๋ง แปลว่านายท้ายเรือสำเภา ส่วนอ๋องแปลว่าผู้ยิ่งใหญ่หรือราชาเติมเข้ามาเพื่อยกย่องผู้มั่งคั่ง แล้วพากันล้อเลียนเรียกเมียไต้ก๋งอ๋องว่าฮูหยิน แปลว่าคุณนายไปเลยเพราะมีกิจการค้าขายเป็นเศรษฐีมีทรัพย์ มีลูกชายเป็นโหลสิบสองคนติดๆกัน

“ชุดเล็กหรือชุดใหญ่” ไต้ก๋งอ๋องถามฮูหยิน

“ท่านไม่ได้บอก” ฮูหยินพูดกับไต้ก๋งอ๋อง “ลื้อว่าชุดไหนล่ะ”

“ชุดเล็กทั่วๆไปมี 5 อย่าง 6 อย่าง แต่ชุดใหญ่ 50 อย่าง ลื้อจะเอาไหมล่ะ” ไต้ก๋งอ๋องพูดพลางหยิบรายการเขียนบนสมุดกระดาษจีนด้วยอักษรจีนมาเปิดดู

จันอับเป็นคำเรียกกล่องใส่ขนม แต่คนเรียกขนมว่าจันอับด้วย ส่วนจีนพวกหนึ่งเรียกขนมนี้ว่าแต้เหลี้ยว ใช้ไหว้เจ้าตรุษจีนกับสารทจีน ถ้าปกติประจำวันจะกินกับน้ำร้อนน้ำชาจีนก็ได้ อร่อยดี

คนจีนในกรุงใช้ขนมจันอับเป็นของขันหมาก แต่เจ้านายในวังโปรดเอาไว้เสวยเป็นขนมเล่น ทำให้บรรดาพ่อค้าและขุนนางมาซื้อหาไปถวายเจ้านายเป็นของสินบน

ชุดเล็กมีน้ำตาลกรวด, ฟัก, ถั่วก้อน, ถั่วตัด, งาตัด, โซถึง, ปั้นล่ำ, ก้านบัว, ขิงเคี่ยว, น้ำตาลทราย, ขนมเปี๊ยะ, ข้าวพอง, ตังเม, ถั่วงา, ขนมโก๋ทำด้วยแป้งขาวแป้งถั่ว, วุ้นแท่ง, ตังเมหลอด, น้ำตาลทรายเคี่ยวหล่อหลอมเป้นรูปต่างๆ, ขนมซาลาเปา ทำด้วยแป้งข้าวสาลี

ชุดใหญ่มีมากต่างๆกัน  เต้าปัง, อิ้วมั่วปัง, บีปัง, โซถึง, ตังกวยแชะ, อิ้วจ๊อ, เม่งถึง, เต้ายุ่น, นึ้งโก, แชะโก, เซียงเต้าถึง, ซกซา, กิมจี้เปีย, กิมเก๊กโซ, กิมโซเปีย, ฮอง หงันเปีย, บีปังภู่อิ่ว, เต้าเปีย, บะเปีย, โซเกี้ยว, เบเตยโซ, กุ่ยซือเปีย, กึงกังเปีย, ฮุนเพียงโก, เกียมโก, จือถึงโก, กังเหล๊กเต้าโก, เบ๋เต้ยโก, เงกตั่วโก, มี่เปา, ฮวนกัวะโซ, เล่าฮวย, ซะผ่า, ฬ่อใจ, เก็กฮวยโก, แปะจือมั่วโก, โอจือมั่วโก,ทึ่งปัง, ทึ่งกวย, กิมหัม, ฮำคักโซ, เต้ายินไซ, บียุ่น, เกยปะโก, เปียโก, มี่เต๊ก, เล่งมึ่งเปีย, เง่าฮุนปัง, กาเปีย, มั่วโช, เตเปีย, บ้วยกี, เกี้ยมกิดโช, เฮงยิ่นโซ, กวยจี้โก, ตือถึงโก, เปาถวน, ลาเลกเต้าโก

“กี่เดือนกี่ปีถึงจะแหลกหมกวะนี่” ฮูหยินรำพึงเบาๆเป็นที่รู้กันกับไต้ก๋งอ๋อง

“แหลกทั้งวัง เหลียวก็หมก” ไต้ก๋งอ๋องรำพันให้ฮุหยินได้ยินสองคน “ลื้อหุบปาก เหลียวหัวขาก เจ้านายสั่งมาก็ทำถวายเจ้านายตามสั่ง หลีกเลี่ยงม่ายล่าย ค่าจ้างทำก็ม่ายล่าย”

สองคนผัวเมียนิ่งอึ้งมองหน้ากันไปมา