มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 15 มกราคม 2553

ฟ้าคำรน ฝนคำราม น้ำล้นหลากลงมาจากทางเหนือโน้น มีโคลนสีปูนเป็นน้ำขุ่นสีแดงแรงไหลไปเป็นตะกอนนอนท้องนาบำรุงเลี้ยงต้นข้าวให้ขึ้นงามอร่ามรวง

เพิงแผงโรงร้านชานกำแพงพระนครตรงโค้งน้ำป้อมมหาไชยที่รื้อไล่เมื่อมีศึกล้อม บัดนี้มีขึ้นมาใหม่ด้วยไม้ไผ่ผูกมัด แล้วปูฟากเป็นพื้นให้ซุกหัวนอนได้ดังเดิม อยู่ตรงชานกำแพงริมแม่น้ำมีแพผักบุ้งอยู่ที่เก่าอย่างแต่ก่อน

“ต้องบวชไอ้แสง” นายผำผัวนางสี พ่อไอ้แสงกับนังโสม พูดขึ้นขณะนั่งๆนอนๆอยู่ใต้ถุนเรือนกระท่อมเครื่องผูกที่มีเพิงแผงพาไลรอบ

“ปีนี้ยังบวชไม่ได้ อายุไม่ถึง ต้องรอปีหน้า” นางสีบอกนายผำว่าไอ้แสงเพิ่งอายุ 19 ยังไม่เข้า 20

“บวชเณรก่อนก็ได้” นายผำพูด

“เกิดอะไรขึ้นล่ะ ถึงได้รีบร้อน” นางสีถามขึ้นพร้อมกับนายมีนายแทนที่นั่งอยู่ด้วย

“ศึกเพิ่งเลิกไป อีกหน่อยจะมีอีก พวกนายๆเขาคุยกัน ข้าได้ยินมา” นายผำอธิบาย “นี่ก็มีเรื่อง เพราะพวกเมาะตะมะที่หนีร้อนมาพึ่งเย็นมันพากันไปตีเมืองนครนายก ยังดีที่ข้าไม่ถูกเกณฑ์ไปรบไล่เพราะท่านนายไม่ถูกราชโองการคราวนี้”

“เกี่ยวอะไรกับบวชไอ้แสง” นายมีหันไปมองหน้านายแทนและนางสี

“จะได้ไม่ต้องถูกเกณฑ์ไปรบศึก” นายผำชี้แจงว่าถ้าให้ไอ้แสงบวชเป็นภิกษุแล้วรอดเกณฑ์

“อย่างนี้ต้องบวชจนตายไม่สึก” นายแทนบอก

“ยิ่งดี ยิ่งมีบุญ” นางสีเสียงดังฟังชัด

“แต่ไม่มีวาสนาว่ะ” นายมีพูดเปรยๆกับนายแทนอย่างไม่ได้หมายจะให้ใครจริงจังฟังเอาเป็นเอาตาย

“วาสนาอะไรวะ” นายแทนโยนคำถามกลับเหมือนเล่นจำอวดละคร

“อดมีเมีย ไม่มีวาสนาได้เห็นของดีๆเมื่อมีเมีย”

“ไอ้คนชิบหายใจบาปหยาบช้า” นางสีด่าใส่นายมีกับนายแทน แล้วลุกขึ้นเดินเรียกนังโสมลูกสาวออกไปริมน้ำ

นายมีกับนายแทนเป็นไพร่เพื่อนบ้านเสมือนญาตินายผำนางสี สองคนมักหนีเวรยามบ้านมูลนายมาเล่นละครของขุนศรีศรัทธาร่วมกับนางสี โดยนายแทนเป็นจำอวดตัวตั้งคอต้น ส่วนนายมีเป็นจำอวดตัวตุ๊ยคอสอง เมื่อออกเดือนจากบ้านมูลนายมาตรงกับนายผำเลยพากันกินเหล้าเมายาสาโทบ้าง นอนบ้างทั้งวันยังค่ำคืนยังรุ่ง ไม่ได้ทำการงานอะไร เพราะติดนิสัยได้สันดานจากบ้านมูลนาย

“ไปหาผักหญ้าปลาในน้ำมาทำกับข้าวกินวันนี้” นางสีพูดกับนังโสมลูกสาวขณะเดินจากโรงร้านแผงเพิงไปริมตลิ่งที่ทำแพผักบุ้งไว้จิ้มแจ่วกินกับข้าว

ผักบุ้งเป็นผักเลื้อยทอดยอดไปไกลทั้งบนผิวน้ำและบนดินท้องนา แล้วแตกยอดตามข้อต่อเป็นปล้องๆ มีดอกสีขาวปนชมพูบานเป็นปากแตร มักขึ้นงามในน้ำตามที่แฉะๆ มี 2 ชนิด คือลำต้นแดงๆ เรียกผักบุ้งนา กับลำต้นเขียวๆอวบๆ เรียกผักบุ้งจีน

ผักบุ้งนาเป็นพืชพื้นเมืองดั้งเดิมดึกดำบรรพ์ในสุวรรณภูมิ แต่ผักบุ้งจีนเป็นพันธุ์จากเมืองจีน มีชาวจีนเอามาปลูกในพระนครศรีอยุธยาเมื่อหลายร้อยปีก่อนแผ่นดินพระเจ้าเอกทัศ นอกจากกินเป็นอาหารทุกมื้อแล้วยังกินเป็นยารักษาโรคได้ด้วย เป็นยาถอนพิษ แก้พิษเบื่อเมา แก้ตาฝ้าฟาง ถ้าใครกินพริกมากจนต้าฝ้าฟางก็ให้หายอดผักบุ้งมากินจะทุเลาเบาบางได้

“นี่ของใครเจ้าข้าเอ๊ย” เสียงตะโกนลั่นริมแม่น้ำ ตามด้วยเสียงฆ้องกระแตกระจองงองๆๆๆ

นางสีมองไปที่คนตีฆ้องกระแต เห็นเรือภาษีมาจอดเป็นพรวนตรงตลิ่งที่ทำแพผักบุ้ง

“แพผักบุ้งของใคร” คนผู้หนึ่งร้องถามนางสี

“ของฉันเอง” นางสีตอบอย่างมั่นอกมั่นใจ แล้วคิดในใจว่าถ้าเขาขอแบ่งไปกินก็จะบอกให้เด็ดเถาไปได้เลย ไม่ต้องเกรงใจ

“ต่อไปนี้ต้องเสียภาษีแพผักบุ้ง” คนผู้นั้นบอกนางสี “มหาดเล็กสังอยู่ในเรือเป็นคนรับผูกภาษีจากพระเจ้าแผ่นดิน ขอให้เข้าไปหามหาดเล็กสังจะได้ชำระภาษี”

นังโสมลูกสาวได้ยินคนผู้นั้นบอกแม่ให้ไปหามหาดเล็กในเรือ เลยวิ่งตื๋อขึ้นฝั่งไปแล้วตะโกนบอกพ่อและนายแทนนายมี เมื่อรู้ความทั้งหมดก็พากันยกโขยงลงไปตลิ่งริมน้ำตรงแพผักบุ้ง

มหาดเล็กสังเห็นมีคนลงมาจากเรือนโรงข้างบนตลิ่ง เลยลุกออกจากเรือ เห็นชุดแต่งตัวเป็นเครื่องยศอย่างหนึ่ง แล้วเอ่ยพูดจากับนางสีว่า

“ข้ารับผูกภาษีจากราชการของพระเจ้าแผ่นดินถูกต้องตามกฎหมาย ตั้งแต่นี้ไปในพระนครต้องเสียภาษีแพผักบุ้ง ใครทำแพผักบุ้งต้องเสียภาษีตามขนาดแพ”

ผู้คนบ่าวไพร่ของมหาดเล็กสังพากันถือดาบล้อมวงผู้เป็นนายไว้ เพราะเห็นคนมามุงดูเหตุการณ์เหมือนจะบานปลาย พวกยาจกเข็ญใจทั้งสี่คนกับหมู่อีดอกทองของออกญาเมี้ยนก็พากันออกจากโรงเรือนเพิงหมาแหงนมาร่วมเหตุการณ์ด้วย

เจ้าภาษีเป็นผู้รับผูกภาษีจากราชการหลวง มีหน้าที่ตรวจตราดูแลเก็บรายได้แบ่งเป็นภาษีส่งพระคลังหลวงของพระเจ้าแผ่นดิน เป็นรายได้ของพระเจ้าแผ่นดินที่ใช้จ่ายในพระราชวัง และบูรณปฏิสังขรณ์ประเทศ

“แพผักบุ้งฉันทำไว้เก็บกินเอง” นางสีดึงแขนลูกสาวให้นั่งยองๆลงต่อหน้ามหาดเล็กสัง แล้วพนมมือขึ้นแสดงความอ่อนน้อม “ไม่ได้ทำไว้ซื้อขายกับใคร ฉันทำไว้เก็บกินเอง ทำไมต้องเสียภาษี”

“กราบไหว้ทำไม เป็นใครก็ไม่รู้” นายผำผู้ผัวเอามือไปปัดนางสีผู้เป็นเมียนั่งยองๆพนมมือแต้ให้เอามือลง

“กู มหาดเล็กสัง” เสียงตะคอกออกมาจากคนเป็นมหาดเล็กสังให้นายผำและคนอื่นๆได้ยิน “เป็นพี่ชายเจ้าจอมฟักพระสนมเอกกับพระสนมปาน กูรับผูกภาษีผักบุ้งเก็บเงินเข้าพระคลังหลวง ใครทำแพผักบุ้งขายก็ต้องเสียภาษีเหมือนทุกคนทั้งพระนครนี้”

พระคลังหลวง เป็นแหล่งรวบรวมสินทรัพย์ของพระเจ้าแผ่นดินไว้ด้วยกัน มีหน้าที่ดูแลเก็บภาษีจากราษฎรและพ่อค้า แล้วยังทำงานรวบรวมสิ่งของจากทั่วประเทศมาส่งขายกับต่างประเทศ เช่น จีน, อินเดีย, ฝรั่งยุโรป, ฯลฯ การรวบรวมสิ่งของทำโดยเกณฑ์ให้เจ้าเมืองท้องถิ่นทั่วประเทศขนลงมาส่งให้พระคลังหลวงที่พระนครศรีอยุธยา พระคลังหลวงจ่ายค่าตอบแทนราคาถูกๆ หรือไม่จ่ายเลยก็ได้

นายสังมหาดเล็ก เป็นชาวบ้านคูจาม อยู่นอกเกาะเมืองลงไปทางทิศใต้ เป็นพี่ชายเจ้าจอมฟักพระสนมเอก กับน้องสาวชื่อปานก็เป็นพระสนมอีกคนหนึ่ง อ้างว่ารับผูกภาษีผักบุ้ง เป็นเจ้าภาษีมีหน้าที่เก็บภาษีผักบุ้งส่งราชการ

คูจามเป็นปละท่าที่ทางผู้คนไปมาด้วยเรือแพนาวาของชาวจามมุสลิมใกล้คลองตะเคียนขุนละคอนไชยไปตะเกี่ย

“ผักตำลึงกับผักอื่นๆต้องเสียภาษีไหมล่ะ” นายแทนกับนายมีช่วยกันหันไปถาม

“คราวหน้าจะรับผูกภาษีตำลึง แล้วกูจะมาเก็บภาษีกับพวกมึง” มหาดเล็กสังตะคอก “คราวนี้กูยังไม่เก็บ ปล่อยให้พวกมึงกินก่อนจะได้มีอะไรขี้บ้าง”

บ่าวไพร่ของมหาดเล็กสังเอาไม้วาทำจากแขนงไผ่ไปวางวัดขนาดแพผักบุ้งของนางสี วัดจากด้านติดริมตลิ่งว่าได้กี่ไม้วา แล้ววัดล้ำเข้าไปในน้ำว่ากี่ไม้วา เอามารวมกันเข้าเพื่อคิดภาษีเป็นรายปี

“ฉันเด็ดยอดผักบุ้งไปกินทีละกำมือ ไม่ได้เก็บไปขายในตลาด ทำไมต้องเรียกภาษีกับฉันล่ะ” นางสีวิงวอนร้องขอเมื่อมหาดเล็กสังคำนวณภาษีจากแพผักบุ้งที่วัดขนาดกว้างยาวแล้ว

“ก็เอาไปขายซี่ ข้าไม่ได้ห้าม” มหาดเล็กสังบอก “ทั้งผักบุ้งทั้งปลาส่งขายได้หมด”

“ข้าไม่ได้ทำแพปลา ทำแค่แพผักบุ้งเท่านั้น” นางสีพนมมือทำท่าสบถสาบาน

“ใต้แพผักบุ้งมีปลา ฝูงปลามาอาศัยอยู่ใต้แพผักบุ้ง” มหาดเล็กสังชี้ไปที่แพผักบุ้งริมฝั่งน้ำ แล้วโบกมือเป็นสัญญาณให้บ่าวไพร่ลงไปจับปลาใต้แพผักบุ้ง

บ่าวไพร่ 2 คน ของมหาดเล็กสังใช้สวิงช้อนล้วงเข้าไปใต้แพผักบุ้งได้ปลาใหญ่ปลาน้อยหลายอย่างมาวางต่อหน้า ทำเอานางสีไม่กล้ามอง

“จะไปขายที่ไหนได้ มีแต่คนมาขอเก็บไปกินมื้อนึงเท่านั้น” นางสีอธิบายขอความเห็นใจ

“เก็บผักบุ้งกับปลาส่งขายให้ข้าเท่านั้น เพราะข้าเป็นเจ้าภาษี ถ้าแกเอาไปขายเองก็ต้องถูกปรับ” มหาดเล็กสังตะคอกบอกนางสี

ทุกคนที่ยืนตรงนั้นได้ยินถนัดเหมือนกันหมด แล้วเข้าใจตรงกันว่านายภาษีจะกดราคารับซื้อผักบุ้งถูกๆ แล้วขึ้นราคาจากคนรับซื้อไปขายในตลาด ทำให้ราษฎรซื้อผักบุ้งตลาดราคาแพงแล้วเดือดร้อนทั่วไป