กรุงแตก ยศล่มแล้ว 52. คำหยาด
มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 8 มกราคม 2553
มืดมนฝนตกมาตั้งแต่เดือนก่อน ครั้นเดือนแปดข้างขึ้นแล้วฝนก็ตกหนักเกือบจะเป็นวันเว้นวัน จึงให้น้ำขังเจิ่งนองในท้องนาแล้วมากขึ้นในห้วยหนองคลองบึง
ท้องนามีคนกับควายเร่งไถนาอยู่รอบพระนคร เพราะว่างเว้นเมื่อมีศึกล้อม แต่ก็ไถไม่เต็มที่เพราะคนบ้านพวกหนึ่งถูกเกณฑ์ไปรบศึกยังไม่ออกเดือนกลับบ้าน บรรดาแม่หญิงกับลูกหลานต้องลงนาอย่างที่เคยทำมาก่อนเป็นปกติ
แต่คนฉกรรจ์บ้านคำหยาดที่ยกเข้ามาอาสาศึกในพระนคร ยังอยู่รวมกันที่เพนียดช้างทางทะเลหญ้า เพราะมีทหารหลวงของพระเจ้าเอกทัศดูแลแน่นหนาเหมือนควบคุมไว้มิให้ถืออาวุธไปเพ่นพ่าน นายบ้านคำหยาดพยายามพูดจาให้ข้าหลวงเดิมกราบทูลทรงทราบว่าอยากจะกลับไปทำนาเพราะฝนฟ้าชุ่มฉ่ำน้ำขังแล้ว หากช้าไปจะมีน้ำมากท่วมนาทั้งหมดไถไม่ได้ หว่านดำก็ไม่ได้แล้ว
“อยู่ข้างไหน” ข้าหลวงเดิมกระซิบถามนายบ้านคำหยาด
“ต้องอยู่ข้างคนบ้านคำหยาดซี่วะ” นายบ้านพูดจาสำเนียงหลวงลากยาวย้ำๆ
“ข้างน้องหรือข้างพี่” ข้าหลวงเดิมกระซิบถามย้ำอีก
“ทั้งพี่ทั้งน้อง”
“ต้องเลือกข้างเดียว”
“กูไม่เลือก เพราะทั้งพี่ทั้งน้องมีเลือดคนบ้านคำหยาดทั้งคู่จะเลือกได้ยังไง ใครอยากเลือกให้เลือกไป แต่คำหยาดไม่เลือก” นายบ้านคำหยาดยืนยัน
ที่ว่าทั้งพี่ทั้งน้องมีเลือดคนบ้านคำหยาด หมายถึงเจ้าพี่เอกทัศกับเจ้าน้องอุทุมพร มีบรรพชนข้างแม่คือพ่อของแม่เป็นพระอัยกาคือตา คนบ้านคำหยาด ส่วนแม่ของแม่เป็นพระอัยกีคือยาย เป็นหญิงในตระกูลพราหมณ์บ้านสมอพรือ เมืองเพชรบุรี
ตาของเจ้าพี่เจ้าน้องรับราชการกรมพระคชบาล ชื่อตำแหน่งนายทรงบาศซ้าย นา 600 ต่อมาในแผ่นดินสมเด็จพระมหาบุรุษพระเพทราชา ยกย่องให้มีตำแหน่งสูงขึ้น แล้วมีบริวารบ่าวไพร่เครือญาติบ้านใกล้ไกลในย่านแม่น้ำน้อยนี้โดยมาก ตั้งเป็นกองช้างอยู่ทางนี้จึงมีกำลังข้าคนแข็งแรงแห่งหนึ่งที่ภักดีต่อพระเจ้าอุทุมพรมาแต่ก่อน
นายทรงบาศบ้านคำหยาด เมืองอ่างทอง กับนางพราหมณีบ้านสมอพรือ เมืองเพชรบุรี มีธิดาพี่น้องได้ถวายตัวในสมเด็จพระเจ้าบรมโกศเป็นที่กรมหลวงอภัยนุชิตกับกรมหลวงพิพิธมนตรี จนคนพี่ได้เป็นพระพันวสาใหญ่ มีโอรสคือเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์ กับคนน้องได้เป็นพระพันวสาน้อย มีโอรสคือเจ้าฟ้าเอกทัศกับเจ้าฟ้าอุทุมพร สมเด็จพระบรมโกศเคยเสด็จมาทางโพธิ์ทองคำหยาดไปนมัสการพระนอนจักรสีห์แขวงเมืองสิงห์บุรี กับพระนอนวัดขุนอินทร์แขวงเมืองอ่างทองเนืองๆ แล้วยังทรงทอดพระเนตรกองช้างกับข้าคนกรมช้างทางนี้ จึงโปรดให้สร้างตำหนักที่ประทับไว้ให้แข็งแรงมั่นคง แล้วเรียกตำหนักคำหยาด
นายบ้านคำหยาดกับคนบ้านที่ถูกกักไว้เพนียดช้าง ต่างไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในวังหลวง คงรู้แต่ว่าข้าศึกยกกลับหมดแล้ว ไม่มีศึกแล้วเท่านั้น แต่ไม่เข้าใจว่าเหตุใดจึงยังกลับบ้านคำหยาดไม่ได้ แล้วทำไมต้องมีทหารหลวงมาคุมให้อยู่เพนียดช้าง จะถามใครก็ไม่มีใครรู้ ถ้าถามมากไปเกรงจะมีโทษเลยต้องงดไว้
เดือนแปด ข้างขึ้น อีกไม่นานจะเข้าพรรษา มีหมายรับสั่งให้คนบ้านคำหยาดที่เพนียดช้างกลับบ้านคำหยาดได้แล้ว
“ของถือล่ะอยู่ไหน” นายบ้านคำหยาดถามหาอาวุธที่ถูกริบไป
ทหารหลวงผู้เป็นนายบอกว่าไม่ให้ถือของกลับ
“พวกเสือปล้นมันดักกลางทางจะว่ายังไง ให้พวกข้าถูกเสือปล้นเอาดาบสับโยนให้แร้งกาหรือ” นายบ้านสงสัย
ทหารหลวงผู้เป็นนายบอกว่ามีหมายรับสั่งให้กองทหารหลวงเอาเรือไปส่งจนถึงโพธิ์ทอง แล้วถึงเดินไปคำหยาด
นายบ้านคำหยาดเงียบไปเมื่อได้ยินว่าเป็นหมายรับสั่ง ก็เข้าใจว่าเป็นหมายในพระเจ้าอุทุมพรที่เพิ่งสึกจากภิกษุมารับศึกจนยกหนีกลับไปหมาดๆ
ข้างขึ้น เดือนหงาย ก่อนเข้าพรรษาหลายวัน เจ้าน้องอุทุมพรตัดสินพระทัยเสด็จลงเรือพระที่นั่งตามเงื่อนไขที่เจ้าพี่เอกทัศตรัสสั่ง เรือพระที่นั่งลำลองฝีพายไม่ถึงห้าสิบคนกับขบวนตามเสด็จไม่กี่ลำ มีเรือทหารกับตำรวจหลวงแวดล้อมออกจากพระนครทวนขึ้นไปแล้วลัดออกแม่น้ำขึ้นเมืองวิเศษชัยชาญ ปิดท้ายด้วยเรือพวกบ้านโพธิ์ทองคำหยาดที่ประหลาดในอก เพราะยังไม่รู้ต้นสายปลายเหตุรหัสที่แท้
เมื่อถึงบ้านโพธิ์ทองคำหยาดในวันต่อมา บรรดาตำรวจหลวงกับทหารหลวงก็เร่งรัดจัดการให้สมภารเจ้าวัดโพธิ์ทองทำพิธีบรรพชาเจ้าน้องอุทุมพรจนสำเร็จเสร็จการอย่างไม่เอิกเกริกเหมือนพิธีหลวงเคยมีมา นี่เองทำให้นายบ้านกับคนคำหยาดรู้แท้ว่าเจ้านายองค์น้องหวนกลับมาครองกาสาวพัสตร์ ส่วนองค์พี่ขึ้นเสวยราชย์พระเจ้าแผ่นดินอีกคราวเรียบร้อยแล้ว
เมื่อเสร็จพิธีทรงผนวชที่วัดโพธิ์ทอง สมณะอุทุมพรเสด็จไปประทับในตำหนักคำหยาดที่สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงพระราชชนกโปรดให้ประดิษฐานไว้กลางทุ่ง ไม่มีทางน้ำลำคลองเข้าถึง ต้องเสด็จประทับนั่งบนแคร่ไม้ให้คนบ้านหามเดินข้ามท้องนาไป
ตำหนักคำหยาดเป็นตึกอิฐเผาก่อสูงจากพื้นดิน 5 ศอก ยาว 9 วา 2 ศอก หันหน้าไปทางตะวันออก ผนังชั้นล่างเป็นช่องคูหา ปูพื้นกระดาน ชั้นบนมีซุ้มหน้าต่างเป็นซุ้มจระนำ หลังคามุงห้องใหญ่ประธาน 3 ห้อง มุขลดหน้าท้าย รวมเป็น 5 ห้อง มีมุขเด็จทั้งหน้า-หลัง ข้างหน้าเป็นมุขเด็จเสาหาน ด้านข้างมีอัฒจันทร์ มุขหลังอุดฝาตัน เจาะช่องหน้าต่างไว้สูง ยกพื้นขึ้นเป็นหอพระ ส่วนระหว่างผนังหุ้มกลองเจาะเป็นคูหาทั้งข้างหน้าข้างหลัง มีช่องคอสอง ในช่องทาดินสีแดง
รุ่งขึ้นเมื่อทรงผนวชแล้ว บรรดาเจ้านายขุนนางกับข้าหลวงเดิมทยอยตามเสด็จโกนหัว แล้วนิมนต์สมภารอุปัชฌาย์บวชให้ไม่น้อย วันต่อๆมาก็ยังมีทยอยบวชตามเสด็จไม่หยุด
แต่คนบ้านคำหยาดตกลงกันว่าจะไม่บวชตามเสด็จ เพราะต่างอาสาพากันซ่องสุมอาวุธป้องกันประทุษร้าย แม้มีตำรวจทหารหลวงมาควบคุมดูแลตามราชโองการเจ้าพี่เอกทัศมิให้เจ้าน้องอุทุมพรผันแปรเป็นอย่างอื่น แต่พวกบ้านคำหยาดก็พากันอยู่ยามตามไฟรอบนอกตำหนักอีกชั้นหนึ่งไว้ให้เป็นที่รู้กันว่าที่นี่ทุ่งคำหยาด ไม่ใช่พระพระราชฐานในวังหลวง
ตำหนักคำหยาดอยู่ในหมู่บ้าน มีหมู่ไม้ปกคลุมกลางทุ่งโล่ง ไม่มีลำน้ำลำคลองเข้าถึงได้ จะเข้าได้ก็แต่เดินลัดท้องทุ่งท้องนาหรือเดินตามคันนาที่ไม่ว่าจากทิศใดโดยรอบ คนบ้านคำหยาดแลเห็นก่อนนานแต่ไกลๆ จึงเหมาะเป็นที่มั่นป้องกันคนทุจริตคิดร้ายหมายพิฆาตเข่นฆ่าให้อาสัญ
สมณะอุทุมพรครองจีวรประทับยืนอยู่เดียวดาย แล้วทอดพระเนตรออกไปนอกหน้าต่างตำหนักยกพื้นสูง เห็นทุ่งคำหยาดลาดยาวเวิ้งว้างกว้างไกลสุดสายตาถึงทิวไม้อยู่ปลายฟ้าทางไปสู่พระนครศรีอยุธยา แต่มองไม่เห็นพระนครแม้เท่าปลายเข็มอัฐบริขาร เห็นก็แต่สังสารวัฏเป็นที่น่าสมเพชเวทนา คิดขึ้นมาแล้วทอดถอนหฤทัย เพราะหลงคิดไปว่าตนเป็นคนสำคัญ ก็ลาเพศพรหมจรรย์บรรพชิตหวนกลับไปครองอำนาจที่หลีกหนีเข้าโบสถ์แรกไม่หลาบจำ เลยโดนอำนาจร้อนระยำซ้ำซัดเสียสาสม จนต้องเข้าโบสถ์สองเป็นคนสองโบสถ์สำเร็จแล้ว รอแต่ว่าวาสนาจะสาสมเป็นชายสามโบสถ์ไหมหนอ