กรุงแตก ยศล่มแล้ว 51. ริบคืน
มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 1 มกราคม 2553
ค่ายหลวงกับค่ายบริวารทั้งหลายของข้าศึกทุกค่ายที่เคยมีตั้งล้อมกรุงไว้เพพังหายไปหมดแล้ว
บรรดาราษฎรพลไพร่ที่ถูกเกณฑ์หนีเข้าไปหลบศึกอยู่ในกำแพงพระนครก็ทยอยกลับออกไปที่อยู่ของตน แต่โรงร้านชานกำแพงพระนครพังยับเกือบทุกแห่ง ต้องออกแรงสร้างใหม่ด้วยตัวเองและเครือญาติพี่น้องผองเพื่อนมิตร จนไม่ว่างไปทำอย่างอื่น หรือแม้จะรู้สึกนึกคิดอย่างอื่นๆก็ไม่ว่างให้คิดได้ เพราะต้องหาช่องทางเอาตัวรอดปลอดภัยก่อน
แต่ในพระราชฐานวังหลวงระดมให้เจ้าอาทิตย์กรมหมื่นพิทักษ์ภูเบศร์เป็นแม่กองจัดการซ่อมแซมเครื่องบนพระที่นั่งสุริยามรินทร์ที่ถูกลูกแตกปืนใหญ่ชำรุดให้คืนดีดังแต่ก่อน
“ต้องรื้อทหารเก่า แล้วเอาทหารใหม่มาฝึกพิชัยสงครามกันใหม่ทั้งหมด” พระเจ้า เอกทัศตรัสกับเจ้าน้องอุทุมพรที่ประทับนั่งห้อยพระบาทบนตั่งข้างขวาของเจ้าพี่เอกทัศ “แต่ต้องเกณฑ์ไพร่พลเรือนให้ฝึกอย่างทหารเก่าใหม่ด้วยจะได้สมทบรบรับไม่ติดขัด”
ขณะนั้นเป็นเวลาดึกสงัดกำดัดหลับ บรรดาเจ้านายที่ยังไม่ได้ทรงกรม ตลอดจนมเหสีนักสนมกรมวังนางกำนัลชะแม่เจ้าท้าวนางทั้งหลายละเมอฝันกันทั้งนั้น มีแต่พนักงานบางคนที่ต้องอยู่เฝ้าข้างนอกตำหนัก ที่พระเจ้าเอกทัศตรัสให้ตามพระเจ้าอุทุมพรมาขึ้นเฝ้าตามลำพัง
พระเจ้าเอกทัศประทับนั่งชันเข่าซ้าย ห้อยพระบาทขวาบนพระตั่งไม้แกะลายกระหนกรอบ มีพระแสงดาบฟ้าฟื้นวางบนพานเงินหิรัญภาชน์อยู่เบื้องซ้าย ส่วนเบื้องขวา
มีพานทองสุวรรณภาชน์เปล่าๆ เพราะทรงใช้พระหัตถ์ซ้ายกุมฝัก เอาพระหัตถ์ขวากุมด้ามพระแสงขรรค์ชัยศรีไว้ แล้วถอดเข้าถอดออกครึ่งเดียวอยู่อย่างนั้น
พระแสงขรรค์ชัยศรีสืบพระราชมรดกตกทอดมาแต่พระเจ้าอู่ทองที่รับจากพระปทุมสุริวงศ์ ส่วนพระแสงดาบฟ้าฟื้นนั้นขุนแผนนำขึ้นทูลเกล้าถวายพระพันวษา แล้วพระพันวษาโปรดให้วางไว้ข้างซ้ายสืบมาจนบัดนี้
“ต้องเชิญพระแสงขรรค์ชัยศรีกับยกพระแสงดาบฟ้าฟื้นทูนไว้เป็นศรีคู่กับตำรับ พิชัยสงคราม แล้วฝึกปรือทกล้าทหารไพร่พลเรือนให้แข็งแรงแข็งขันกว่าที่แล้วมา” พระเจ้าเอกทัศตรัสกับเจ้าน้อง แต่เจ้าน้องมิได้ตรัสสิ่งใด ก็ได้แต่ทรงฟังนิ่งๆ
“รอดศึกได้เพราะมังลองถูกปืนใหญ่แตกใส่อาการหนักจนต้องเลิกทัพ แต่ไม่ใช่รอดศึกเพราะฝีมือแท้ๆของเรา” พระเจ้าเอกทัศตรัสหนักแน่นว่า “ข้าจะลงมือฝึกปรือไพร่พลให้แข็งขันหาญกล้าศึกสงครามด้วยตัวข้าเองเอาไว้รับศึกที่จะมีมาอีก”
เจ้าน้องอุทุมพรมิได้ตรัสตอบสิ่งใดออกมา ยังคงทรงนิ่งทอดพระเนตรไปที่พระหัตถ์เจ้าพี่ถอดพระแสงดาบไปมาแค่ครึ่งฝักอยู่อย่างนั้นไม่หยุด แล้วก็ทรงผันพระพักตร์ไปนอกพระแกลตำหนักที่มีแสงไต้ไหวๆวับๆอยู่ข้างนอก แล้วทรงทบทวนทีละน้อยว่าเจ้าพี่เอกทัศให้หาถึงพระตำหนักที่ข้างใน ก็เข้าพระทัยว่าเป็นเรื่องพี่ๆน้องๆสองต่อสองเท่านั้น เลยเสด็จมาพระองค์เดียวด้วยพระหัตถ์เปล่าเปลือยมิได้ระวัง แต่แล้วเมื่อเข้ามาถึงที่ข้างในกลับเห็นเจ้าพี่ถอดพระแสงดาบขรรค์ชัยศรีกับมีพระแสงดาบฟ้าฟื้นอยู่ข้างๆอย่างเคร่งครัดแล้วเคร่งเครียดอย่างนี้จะให้เข้าใจว่ากระไร
เจ้าน้องดอกมะเดื่อทบทวนถึงหนหลังโดยมิได้เปล่งพระสุรศัพท์สำเนียงใดๆดังจากพระโอษฐ์ จะมีก็แต่ความโกรธที่พยายามระงับดับลงทีละน้อยๆ ความทรงจำก็ค่อยๆปะติดปะต่อเป็นภาพเคลื่อนไหวอยู่ในสำนึก
เริ่มแรกตั้งแต่พระขรรค์ชัยศรี ดาบแห่งอำนาจที่พระองค์เองจับฝักดาบ แต่เจ้าพี่เอกทัศจับด้ามดาบแล้วกระชากพระแสงออกจากฝักในพระหัตถ์ของพระองค์ที่จับไว้แน่น
ใครมีดาบ คนนั้นมีอำนาจ
ใครถือดาบ คนนั้นถืออำนาจ
ใครชักดาบออกจากฝัก คนนั้นบ้าอำนาจ
เมื่อถึงตรงนี้ เจ้าน้องทอดพระเนตรไปที่เจ้าพี่ที่เอาพระหัตถ์ขวากุมด้ามพระแสงขรรค์ชัยศรี แล้วถอดเข้าถอดออกจากฝักแค่ครึ่งเดียว เสมือนกำลังส่งรหัสอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ไม่มีใครอยู่ด้วยขณะนั้น มีแต่สององค์พี่น้องจึงจะส่งรหัสให้ใครอื่นไปมิได้เลย
“จะให้กลับไปบวชอีกหรือ” เจ้าน้องอุทุมพรดอกมะเดื่อวัดประดู่ตรัสถามตรงไปตรงมา “ให้สึกมารับศึก พอเสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกให้กลับไปบวชอย่างนั้นหรือ เจ้าพี่ตรัสแล้วจะคืนคำหรือ”
“ตรัสอะไร” เจ้าพี่เอกทัศรับสั่งถาม
“เจ้าอาทิตย์พิทักษ์ภูเบศร์อยู่ไหนล่ะ เรียกมาถาม” เจ้าน้องดอกมะเดื่อวัดประดู่ทรงอ้างถึงเจ้าอาทิตย์โอรสเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์ที่รับพระราชทานทรงกรมเป็นที่กรมหมื่นพิทักษ์ภูเบศร์เป็นผู้เชิญรับสั่งตรัสของพระเจ้าเอกทัศไปนมัสการทูลบอกที่วัดประดู่ให้ลาเพศไปตรัสสั่งราชการเป็นพระเจ้าแผ่นดินแทนเจ้าพี่เอกทัศ
“ให้สึกจากพระมารับศึกน่ะถูกแล้ว ไม่ต้องเรียกเจ้าอาทิตย์มาถาม” เจ้าพี่เอกทัศเสียงดังแล้วขยับด้ามพระแสงดาบอีกหลายหนติดๆกัน “ให้รับศึกเท่านั้น ไม่ได้ให้มาทำอย่างอื่น ถ้ามีศึกอีกข้างหน้าจะให้ไปบอกรับศึกอีกก็ได้ อย่ากังวลเลย”
“ศึกข้างนอกหนีไปหมดแล้ว แต่ยังมีศึกข้างในให้ปราบปรามอีกมากนัก ขุนนางข้าราชการไม่ปรองดอง แล้วพากันเบียดบังกดขี่เอาเปรียบราษฎร จนข้าหนีเจ้าไพร่หนีนาย ไม่มีกำลังพอจะรักษาพระนครให้รอดศึกหน้าถ้ามีมาได้” เจ้าน้องดอกมะเดื่อพยายามตรัสให้เจ้าพี่เอกทัศตระหนักถึงปัญหาภายในต่างๆ
“บอกแล้วไงล่ะว่าต้องแก้ไขหลายอย่าง ถึงจะลงมือเอง” เจ้าพี่เอกทัศตรัสตะคอกเพราะเห็นว่าเจ้าน้องดอกมะเดื่ออิดเอื้อนแอบอ้างท่าทางจะไม่ลดราวาศอกง่ายๆ “แต่ต้อง มีคนดีๆเก่งๆฉลาดๆมาช่วยให้สำเร็จ”
เจ้าพี่เอกทัศตะโกนให้มหาดเล็กที่เฝ้าอยู่ข้างนอกตำหนักไปเชิญเจ้าอาทิตย์เอางานสำคัญเข้ามา สักพักหนึ่งเจ้าอาทิตย์คลานเข่าเข้ามาตามด้วยเจ้านางหงส์หยกกับเจ้าแมงเม่าที่ยังครองรูปชี
เจ้านางหงส์หยก สนมเอกเจ้าน้องอุทุมพรดอกมะเดื่อที่รับพระราชโองการว่ากล่าวงานพระคลังหลวงต่างพระเนตรพระกรรณ เท่ากับคุมราชทรัพย์ส่วนพระองค์มาแต่ยังทรงครองวังจันทรเกษม
ส่วนเจ้าแม่งเม่าเป็นธิดาเจ้าน้องเมื่อยังทรงเป็นกรมพระราชวังบวร เกิดกับหม่อมแมงมุม แล้วให้หัดงานอยู่กับเจ้านางหงส์หยก แต่บวชชีตามเสด็จไปจำศีลที่วัด แล้วยังไม่สึกชีจนบัดนี้
เมื่อทอดพระเนตรเห็นเจ้านางหงส์หยกกับเจ้าแมงเม่าห่มผ้าขาวเข้ามาอยู่ต่อหน้า ในตำหนักตรงนี้ เจ้าน้องดอกมะเดื่อก็ทรงรู้แจ้งเห็นจริงว่าอำนาจภายนอกเป็นของร้อนคือตัณหาอันมหึมาที่บงการคนอื่นให้เดือดร้อนสารพัด ถึงแม้มีอำนาจร้อนได้ก็หมือนฟ้าแลบแปล๊บเดียว จะมีพลังอื่นก่อตัวขึ้นมาท้าทายแล้วทำลายลง ย่อมหาสงบสุขมิได้เลย เมื่อเจ้าพี่เอกทัศให้เจ้าอาทิตย์ไปคุมตัวเจ้านางหงส์หยกกับเจ้าแมงเม่ามาตอนนี้ ย่อมหมายว่าเตรียมการไว้ก่อนแล้วเพื่อเป็นไม้ตายให้ยอมจำนน
เจ้าอาทิตย์ทรงกรมเป็นที่กรมหมื่นพิทักษ์ภูเบศร์ เมื่อถวายบังคมเจ้าพี่กับเจ้าน้องแล้วก็หมอบก้มไม่เงยหน้ามาเพ็ดทูลพูดจาเหมือนแต่ก่อน ส่อสัญญาณว่าเป็นข้าทูลละอองในเจ้าพี่เอกทัศเท่านั้น
ต่อจากนั้นหม่อมจัน น้องชายคนละแม่ของเจ้าพี่เอกทัศ คลานเอานายบ้านคำหยาดมาหมอบเฝ้าด้วยโดยไม่เงยหน้าพูดจาอะไร
“พวกบ้านคำหยาดที่มาอาสาศึกให้ไปรวมอยู่ด้วยกันหมดแล้วที่เพนียดช้างมีทหารดูแลไม่ให้มีคนไปรังแกได้” เจ้าพี่เอกทัศรับสั่งให้เจ้าน้องดอกมะเดื่อรู้ไว้ “นายบ้านคำหยาดที่เข้ามานี่จะเป็นพยานว่ายังมีชีวิตทุกคน”
รับสั่งของเจ้าพี่เอกทัศเท่ากับบอกเจ้าน้องดอกมะเดื่อว่าถูกตัดกำลังสำคัญๆหมดแล้ว ไม่มีช่องทางต่อสู้แก้ไขอะไรได้ มีแต่ต้องยอมทางเดียวเท่านั้น แต่ที่เจ้าน้องดอกมะเดื่ออุทุมพรต้องยอมอย่างศิโรราบคือรับสั่งของเจ้าพี่เอกทัศว่า
“จะให้เจ้าแมงเม่าสึกชีมาอยู่ใกล้ๆ แล้วให้หงส์หยกเข้ามาอยู่ด้วย จะได้เป็นขัตติยนารีพร้อมหน้าพร้อมตากัน”