หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันจันทร์ที่ 4 มกราคม 2553

ทางราชการทรัพยากรธรณีมีข่าวบอกว่าสำรวจพบแร่ทองคำในดินแดนประเทศไทยหลายแหล่ง มากกว่าที่เคยพบมาแต่เดิม ข่าวนี้จะจริงแท้แน่นอนแค่ไหนยังไม่มีใครรับรองได้

ถึงกระนั้นก็สอดคล้องกับชื่อเก่าแก่ของบริเวณนี้ราว 2,500 ปีมาแล้ว ว่าสุวรรณภูมิ แปลว่า แผ่นดินทอง หรือแผ่นดินทองคำ คนแต่ก่อนเคยเรียกคาบสมุทรทางภาคใต้ว่าแหลมทอง ซึ่งมิได้หมายความว่ามีทองคำปริมาณมากจนทำเป็น “อุตสาหกรรม”ตามความเข้าใจคนปัจจุบันได้เหมือนที่อื่นๆ เช่น แอฟริกาใต้

ทองคำ เป็นคำประสมของคำว่า ทอง กับ คำ

ทอง เป็นคำมอญ-เขมร หมายถึงโลหะที่ภาษาอังกฤษเรียก gold ส่วน คำ เป็นคำลาว หมายถึงโลหะที่ภาษาอังกฤษเรียก gold

ไทยเอาสองคำของสองชาติพันธุ์มารวมกันเป็นทองคำ แล้วถือเป็นคำไทยให้ความหมายตรงกับภาษาอังกฤษว่า gold

ลักษณะเอาคำของชาติพันธุ์ต่างกันมาประสมให้เกิดคำใหม่ แล้วถือเป็น “คำไทย” แสดงว่าความเป็นไทยมีที่มาจากการประสมประสานชาติพันธุ์ต่างๆ เข้าด้วยกัน เช่น เจ๊กปนลาว, ลาวปนมอญ, เป็นต้น

บรรพชนคนสุวรรณภูมิยุคดึกดำบรรพ์หาทองคำด้วยวิธี“ร่อน”จากการขุดดินที่มีทองคำปนอยู่บ้าง จากแม่น้ำลำคลองบ้าง ไม่ได้ซับซ้อนเกินกว่านี้ เช่น บริเวณสองฝั่งโขงในลาว กับแม่น้ำบางสะพาน อ. บางสะพาน จ. ประจวบคีรีขันธ์ ฯลฯ

นี่แหละประวัติศาสตร์สังคมที่มี“วัฒนธรรม”ของดินแดนและผู้คนบริเวณ ประเทศไทยไม่น้อยกว่า 2,500 ปีมาแล้ว ที่ควรยกย่องไปเพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการให้คนในโลกยุคใหม่มาเสาะหาไปเสพสม

สุวรรณภูมิ แปลตามรูปศัพท์ว่าแผ่นดินทอง หรือดินแดนทอง แต่มีคำเฉพาะเรียกใช้มานานแล้วว่าแหลมทอง หมายถึงบริเวณผืนแผ่นดินใหญ่ของอุษาคเนย์ หรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เมื่อราว 2,500 ปีมาแล้ว อันเป็นดินแดนอุดมสมบูรณ์ ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ ประกอบด้วยสัตว์, พืชพันธุ์ธัญญาหาร และแร่ธาตุต่างๆ ทั้งเป็นแหล่งของกลุ่มชาติพันธุ์หลากหลายที่ล้วนเป็นเครือญาติทางสังคมวัฒนธรรม และเป็นบรรพชนของคนไทยทุกวันนี้

สุวรรณภูมิ เป็นชื่อเก่าแก่มีในคัมภีร์โบราณ เช่น มหาวงศ์พงศาวดารลังกา, ชาดกพุทธศาสนาในอินเดีย, และนิทานเปอร์เซียในอิหร่าน ฯลฯ เนื่องเพราะชาวสิงหล(ลังกา) ชาวชมพูทวีป(อินเดีย) และชาวอาหรับ-เปอร์เซีย(อิหร่าน) ที่เป็นนักเดินทางผจญภัยแลกเปลี่ยนค้าขายสิ่งของเครื่องใช้ ต่างพากันเรียกผืนแผ่นดินใหญ่ของอุษาคเนย์โบราณว่าสุวรรณภูมิไม่น้อยกว่า 2,500 ปีมาแล้ว

ส่วนชาวฮั่น(จีน)ยุคโบราณ เรียกดินแดนนี้ว่าจินหลิน หรือ กิมหลิน มีความหมายเดียวกันกับชื่อสุวรรณภูมิว่าแผ่นดินทอง, ดินแดนทอง, แหลมทอง

ฉะนั้น สุวรรณภูมิจึงไม่ใช่ชื่อรัฐหรืออาณาจักร แต่เป็นชื่อดินแดนแผ่นดินใหญ่ของอุษาคเนย์หรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ปัจจุบัน ที่ขนาบด้วย 2 มหาสมุทร คือ มหาสมุทรแปซิฟิกอยู่ทางด้านตะวันออก กับมหาสมุทรอินเดียอยู่ทางด้านตะวันตก

ส่งผลให้ดินแดนสุวรรณภูมิเป็นศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนค้าขาย หรือ“จุดนัดพบ” ระหว่างโลกตะวันตก(หมายถึงอินโด-เปอร์เซีย และอาหรับ) กับโลกตะวันออก(หมายถึงจีนฮั่นและอื่นๆ) มีความมั่งคั่งและมั่นคง แล้วมีรัฐใหญ่ๆ เกิดขึ้นในยุคต่อๆ มา เช่น ทวารวดี, ฟูนัน, เจนละ, ศรีวิชัย, ทวารวดีศรีอยุธยา, ละโว้-อโยธยาศรีรามเทพ, จนถึงกรุงศรีอยุธยา ฯลฯ ดึงดูดให้ผู้คนจากที่ต่างๆ ทุกทิศทางเคลื่อนย้ายเข้ามาตั้งหลักแหล่ง ทำให้เกิดความหลากหลายทางชาติพันธุ์ที่ผสมผสานทางสังคมวัฒนธรรมและเผ่าพันธุ์จนเป็น“คนไทย” และเครือญาติชาติต่างๆในอุษาคเนย์ปัจจุบัน

สุวรรณภูมิ คือนามอันเป็นมงคลที่คนแต่ก่อนยกย่องใช้เรียกชื่อบ้านนามเมืองสืบเนื่องหลายยุคหลายสมัย ได้แก่ รัฐสุพรรณภูมิ (ราวหลัง พ.ศ. 1600) จนเป็นเมืองสุพรรณบุรี(ราวหลัง พ.ศ. 1800) และจังหวัดสุพรรณบุรี รวมทั้งชื่อเมืองสุวรรณภูมิ(ราว พ.ศ. 2315 สมัยกรุงธนบุรี) แล้วเปลี่ยนเป็นอำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด เมื่อราว 100 ปีมาแล้ว

ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เป็นนามพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2543

พจนานุกรม อธิบายคำ สุวรรณ [สุ-วัน] น. ทอง. (ส. สุวรฺณ; บ. สุวณฺณ). ภูมิ 1, ภูมิ- [พูม, พู-มิ, พูม-มิ-] น. แผ่นดิน, ที่ดิน. สุวรรณภูมิ น. ดินแดนทองคำ

(ซ้าย) แผนที่อุษาทวีป ระบุชื่อ Regio Aurea เป็นภาษาละติน แปลว่าแผ่นดินทอง หรือสุวรรณภูมิ ซึ่งตรงกับพื้นที่บริเวณประเทศไทยและเพื่อนบ้านในปัจจุบัน (วาดโดย Sebastian Munster ชาวเยอรมัน เมื่อปี พ.ศ. 2087 ตรงกับ แผ่นดินสมเด็จพระชัยราชาธิราช พ.ศ. 2077-2089)

(ขวา) แผนที่อุษาคเนย์ฉบับปโตเลมี ระบุดินแดนชื่อ Aurea Chersonesus หรือ “แผ่นดินทอง” เขียนขึ้นในศตวรรษที่ 15 (ราวหลังปี พ.ศ. 1900 ตรงกับยุคต้นกรุงศรีอยุธยาตั้งแต่ปลายแผ่นดินสมเด็จพระรามาธิบดี จนถึงแผ่นดินสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ)

ชาวบ้านขุดดินร่อนทองคำที่เชิงเขาพนมพา ต. หนองพระ อ. วังทรายพูน จ. พิจิตร ด้วยเทคโนโลยีดึกดำบรรพ์เหมือนยุคสุวรรณภูมิ เมื่อ 2,500 ปีมาแล้ว

(ภาพจาก โพสต์ ทูเดย์ ฉบับวันอาทิตย์ที่ 13 ธันวาคม 2552 หน้า A3)