Download PDF

ฉบับประจำวันพุธที่ 6 มกราคม 2553

ข้าวหอมมะลิ มีความเป็นมาเริ่มจากโครงการ“ปฏิวัติเขียว”ขององค์การสหประชาชาติ เมื่อหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 (ราวหลัง พ.ศ. 2488)

“ปฏิวัติเขียว” เพื่อเตรียมการแก้ปัญหาโลกขาดแคลนอาหาร แล้วเริ่มปฏิบัติการในประเทศไทยเมื่อ พ.ศ. 2493 รวบรวมตัวอย่างข้าวพันธุ์ดีจากท้องนาทั่วประเทศมาปลูกแปลงทดลองเพื่อคัดเลือกพันธุ์ดีที่สุดไปพัฒนาต่อยอด

25 พฤษภาคม พ.ศ. 2502 คัดได้ข้าวพันธุ์ดีที่สุดจาก อ.บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา ให้ชื่อ“ขาวดอกมะลิ” (ทางวิชาการมีรหัสว่า ข้าวขาวดอกมะลิ 4-2-105 หรือข้าวขาวดอกมะลิ 105) คนทั่วไปเรียก ข้าวขาวมะลิ

จากนั้นทางราชการเอาพันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิไปเผยแพร่ทางอีสาน โดยเฉพาะบริเวณรอบทุ่งกุลาร้องไห้ที่ได้ชื่อว่าแห้งแล้งที่สุดโดยมีชาวบ้านเชื้อสายเขมรกินข้าวเจ้า เป็นอาหารหลักในชีวิตประจำวัน(ไม่กินข้าวเหนียวเหมือนลาว) ทดลองปลูกระหว่าง พ.ศ. 2502-2536 มากกว่า 30 ปีก็สำเร็จ คนนิยมกินข้าวขาวดอกมะลิจากทุ่งกุลา แต่รู้จักกันในนาม ข้าวหอมมะลิ หรือ ข้าวหอมทุ่งกุลา

ข้าวหอมมะลิปลูกขึ้นทุกแห่งในโลก แต่จะให้ได้ข้าวหอมชั้นเลิศไม่ได้     ทุกแห่ง

มีผู้บอกว่าข้าวหอมมะลิจะได้คุณภาพชั้นเลิศต้องมีองค์ประกอบ“เค็ม แห้ง แล้ง ทราย” มีคำอธิบายอยู่ในหนังสือทุ่งกุลา “อาณาจักรเกลือ 2500 ปี” จากยุคแรกเริ่มล้าหลัง ถึงยุคมั่งคั่งข้าวหอม (สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2546) ดังนี้

เค็ม คือ ดินเค็ม(หรือเปรี้ยวก็ได้)

แห้ง คือ อากาศแห้ง

แล้ง คือ ฝนแล้ง แดดร้อน

ทราย คือ ดินปนทราย

ความแห้งและแล้งของทุ่งกุลาร้องไห้ที่มีโดมเกลืออยู่ใต้ดินปนทราย ล้วนเป็นปัจจัยวิเศษบ่มเพาะให้ข้าวขาวเหมือนดอกมะลิหน้าแล้ง กลิ่นหอมแรงกล้า

แต่มากไปกว่านั้น คือบริเวณทุ่งกุลาเคยเป็นแหล่ง“อาณาจักรเกลือ”กว้างใหญ่ไพศาลที่สุดในภูมิภาคอุษาคเนย์ ราว 2,500 ปีมาแล้ว ขณะเดียวกันก็รู้จักปลูกข้าวแล้วกินข้าวเป็นอาหารหลักมาแต่ครั้งนั้น

นี่แหละประวัติศาสตร์สังคมของสยามประเทศไทย ที่มี“วัฒนธรรม”             ทางการเกษตรกสิกรรมเป็นเครื่องมือเพิ่มมูลค่าให้ข้าวปลาอาหารไทย

คนทุ่งกุลา “เฮ็ดไฮ่เฮ็ดนา” บริเวณที่ดอนแข็งด้วยวิธีแทงดินหยอดหลุมใส่พันธุ์ข้าว เป็นเทคโนโลยีราว 3,000 ปีมาแล้ว

(ภาพวาดสมัยรัชกาลที่ 5 โดย M. Bocourt from a Sketch by M. Mouhot)