ฉบับประจำวันจันทร์ที่ 11 มกราคม 2553

สังคมไทยพอใจรับคำสั่ง มากกว่าหาความรู้ ทำให้รัฐบาล“อำนาจนิยม” ไม่สนใจให้ความรู้ แต่นิยมให้คำสั่ง แล้วเชื่อว่าคำสั่งได้ผลกว่าความรู้ ถ้ายังไม่ได้ผลก็สั่งอีก แล้วยังไม่ได้ผลที่น่าพอใจอีกก็ให้เพิ่มโทษเข้าไปกับคำสั่ง (สรุปจากบทความของ นิธิ เอียวศรีวงศ์ เขียนไว้ในมติชน ฉบับวันจันทร์ที่ 7 กันยายน 2552 หน้า 6)

แต่ความรู้บางส่วนถูกควบคุมและครอบงำโดย“อำนาจ”(ที่ไม่รู้มาจากไหน) เช่น ประวัติศาสตร์โบราณคดีไทย, ภาษา-วรรณคดีไทย แล้วยังมีความรู้อีกมากที่อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ บอกว่าถูกจัดระเบียบและแฝงฐานคติและข้อสรุปบางอย่างเอาไว้แล้ว

สถาบันการศึกษาเกือบทุกแห่ง “หวง”ความรู้เหมือนสังคมในรัฐจารีตโบราณ จึงไม่แบ่งปันและเผยแพร่ความรู้อีกมุมหนึ่งสู่สาธารณะ ซ้ำมิหนำยังดูถูกความรู้ที่ไม่ได้ถูกจัดระเบียบโดยไม่ถือว่าเป็นความรู้(เหมือนที่ถูกจัดระเบียบและถูกครอบงำแล้ว)

นอกจากนั้นยังพากัน“แยกส่วน”ความรู้ให้อยู่โดดๆ หมายถึงแยกความรู้เป็นส่วนๆของใครของมัน ต่างคนต่างอยู่ เช่น ประวัติศาสตร์โบราณคดีไทยไม่เกี่ยวข้องกับภาษา-วรรณคดีไทย, ศิลปะไม่เกี่ยวข้องกับดนตรี วรรณคดี ประวัติศาสตร์ ฯลฯ และล้วนไม่เกี่ยวกับเศรษฐกิจ-การเมือง สังคม สิ่งแวดล้อมธรรมชาติ ศาสนา ฯลฯ ทำให้ความรู้เหล่านั้นหยาบ คับแคบ ครึ่งๆกลางๆ กึ่งดิบกึ่งดี ไม่สมบูรณ์ ใช้การไม่ได้

ศาสนาก็แยกยกแต่เถรวาทไว้เหนือสุดสูงกว่าคติอื่นๆ ไม่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องคติอื่น เช่น มหายาน ฯลฯ แล้วไม่เกี่ยวกับเศรษฐกิจ-การเมือง ซึ่งเหลวไหลมาก ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ “ยศช้าง ขุนนางพระ”ที่ได้มาจากการเมืองชัดๆโต้งๆ

ที่แย่มากๆคือแยกส่วนประวัติศาสตร์โบราณคดีออกจากภูมิศาสตร์ เลยส่งผลให้ความรู้ภูมิประเทศ แม่น้ำลำคลอง หุบเขาทุ่งราบ เหือดแห้งหายไปจากสำนึกของสังคมทั้งหมด ความรู้แห้งแล้งมีแต่ซากวัดกับวัง ไม่มีสังคมบ้านเรือนไร่นาของราษฎรที่ตั้งชุมชนไปตามแม่น้ำลำคลองหนองบึงบุ่งทาม

แหล่งน้ำทั้งธรรมชาติและที่มนุษย์ทำขึ้นในยุครัฐจารีตโบราณ เช่น บาราย, สระ, ตระพัง, ฯลฯ ย่อมถูกบุกรุกทำลายไร้ความเคารพธรรมชาติและบรรพชน ทั้งๆสิ่งเหล่านี้นำกลับมาใช้ประโยชน์ในสังคมปัจจุบันได้ดีมากๆ ส่งผลให้มีวิกฤตซ้ำซ้อนอีก

คนไทยทุกวันนี้มีลมหายใจเผชิญหน้ากับวิกฤตที่เกิดจากความผันผวนรวนเรทางเศรษฐกิจ-การเมือง และสังคม แต่ขณะที่ความสามารถจัดการวิกฤตของแต่ละคนมีต่างกัน คนมีความรู้จะเผชิญวิกฤตที่ท้าทายของยุคสมัยได้อย่างเท่าทันและมีประสิทธิภาพมากกว่าคนด้อยโอกาสทางความรู้

ท่านประธานมติชน ขรรค์ชัย บุนปาน มองเห็นปัญหาและทางแก้เบื้องต้นอย่าง“ไม่เป็นทางการ” นั่นคือร่วมกันแบ่งปันความรู้ เชิดชูศาสนา พัฒนาแหล่งน้ำ ลำคลอง

อะไรที่“เป็นทางการ”มักไม่สำเร็จ หมอประเวศ วะสี เคยกำชับไว้ให้รู้นานแล้ว ถ้าจะให้สำเร็จต้องทำวิธี“ไม่เป็นทางการ” 

 

 

“เดือนยี่ แปลว่า เดือนสอง (ยี่ แปลว่าสอง) มีบอกเป็นคำแรก ประโยคแรกของเนื้อหา พิมพ์ในพื้นที่สุวรรณภูมิ สังคมวัฒนธรรม มติชน ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 7 มกราคม 2553 หน้า 20

แต่ชื่อเรื่องตัวโตๆ ผิดเพี้ยนฉกาจฉกรรจ์ว่า เดือนยี่ (เดือน 12) ต้องกราบขอประทานโทษไว้ตรงนี้ (นิทาน)เรื่องนี้สอนให้คนอ่านรู้ว่า “อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจสื่อ”  “

สารคดีเรื่อง แม่น้ำสีเขียวครามŽ มีความเป็นเลิศในหลายๆด้าน คณะกรรมการตัดสิน (ธีรภาพ โลหิตกุล, ประมวล โกมารทัต, ประทุมพร วัชรเสถียร, อรสม สุทธิสาคร, นิพัทธ์พร เพ็งแก้ว) ประกาศคุณสมบัติโดยสรุปย่อไว้ดังนี้
ประการแรก นำเสนอเรื่องรอบด้าน ทั้งทางธรรมชาติ วิถีวัฒนธรรม ตลอดจนปัญหาของชุมชนลุ่มแม่น้ำสงคราม อันนับเป็นการสะท้อนภาพสังคมไทยนอกกระแสหลัก ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่มีความรู้ความเข้าใจต่อชุมชนกลุ่มนี้น้อยมาก หรืออาจไม่เคยรับรู้มาก่อนเลย
ประการที่สอง มีความมุ่งมั่นรังสรรค์งานชิ้นนี้ด้วยการศึกษาค้นคว้าข้อมูลอย่างหนัก ทั้งข้อมูลจากเอกสารและจากการลงพื้นที่ไปคลุกคลีกับชาวบ้านเป็นเวลานาน ก่อนนำมากลั่นกรองเป็นข้อเขียนเชิงสารคดีที่มีข้อมูลหนักแน่น น่าเชื่อถือ
ประการที่สาม นำเสนอข้อมูลที่มีการศึกษาค้นคว้ามานำเสนออย่างมีศิลปะ ด้วยกลวิธีการเล่าเรื่องที่มีเสน่ห์ มีการร้อยเรียงเล่าเรื่องราวอย่างมีชั้นเชิงทางวรรณศิลป์ ใช้ภาษาสำนวนสละสลวย สอดแทรกอารมณ์ความรู้สึกอันก่อให้เกิดความสะเทือนใจอย่างเหมาะควร
ประการสุดท้าย ผู้เขียนสร้างสรรค์งานด้วยความเคารพในภูมิปัญญาและการต่อสู้ของชาวบ้าน จึงสามารถนำเสนอภาพรวมของชุมชนลุ่มน้ำสงครามอย่างรอบด้าน นับตั้งแต่กระบวนการเติบโตของชุมชนแต่โบราณกาล ไปจนกระทั่งเมื่อความสุขของชุมชนถูกทำลายจากการพัฒนา การเมือง บริษัทข้ามชาติ อุตสาหกรรมเกษตร และวิถีบริโภคนิยม

fluoxetine may treat generic tadapox