ฉบับประจำวันพุธที่ 13 มกราคม 2553

คนทั่วไปเข้าใจตรงกันว่า กนก คือ ลายไทย เลยเรียกปนกันทั้งลายไทย-ลายกนก-(ลาย)กนกไทย คำว่า กนก เขียนเป็น กระหนก ก็ได้

มีบางคนบางพวกคลุ้มคลั่งมากเกินเหตุ เลยทึกทักว่าลายกนกไทยเป็นงาน creative สร้างสรรค์ในดินแดนไทยโดย“ช่างไทย”แท้ๆ งดงามอ่อนช้อยกว่าใครในโลก

แต่ ไม่จริง—ไม่จริง—และไม่จริง

ลายกนก-ลายกระหนก-ลายไทย ได้ต้นแบบจาก“ครู”แขกชมพูทวีป หรือแขกอินเดีย อาจารย์สันติ เล็กสุขุม บอกว่าศิลปะอินเดียต้นแบบลายกนกลายไทยอยู่ในยุคสมัยคุปตะและหลังคุปตะ ราวหลัง พ.ศ. 800-1200 (มีรายละเอียดอยู่ในหนังสือกระหนกในดินแดนไทย โดย ศ.ดร. สันติ เล็กสุขุม สำนักพิมพ์เมืองโบราณ พิมพ์ครั้งที่ 3 พ.ศ. 2547 หน้า 22)

ลายกนกอินเดียแพร่หลายมากับศาสนาทั้งพราหมณ์และพุทธ สู่ดินแดนสุวรรณภูมิในอุษาคเนย์คราวเดียวกัน ไม่ต้องไปหลงทางหาตรงไหนก่อน-หลัง เสียเวลาเปล่าๆ

เริ่มจากหลัง พ.ศ. 800 ลายกนกค่อยๆส่งแบบแผนให้บ้านเมืองและรัฐต่างๆทุกลุ่มน้ำ ทำลายกนกตกแต่งอาคารสถานที่และเครื่องมือเครื่องใช้ทางศาสนา อาจเรียกรวมว่าลายสุวรรณภูมิ หรือกนกสุวรรณภูมิก็ได้ เพราะทำได้อย่างเดียวกัน คล้ายคลึงกัน และในเวลาไล่เลี่ยกันทุกแห่ง

จนหลัง พ.ศ. 2400 แรกมีรัฐชาติ แล้วเกิดคลั่งชาติ เรียกลายกนกสุวรรณภูมิที่มีต้นแบบจากชมพูทวีปนั้นเป็นชื่อต่างๆกันตามชื่อประเทศ เช่น ลายไทย, ลายเขมร, ลายลาว, ลายพม่า, ลายมอญ, ฯลฯ

แต่แท้จริงมีต้นแบบพ่อแม่เดียวกัน คือลายกนกชมพูทวีปอินเดีย ในแง่ตัวลายจึงไม่มีอะไรต่างกัน เว้นเสียแต่พบอยู่ในเขตประเทศอะไรเท่านั้น ก็เรียกว่าลายของดินแดนนั้น

ถ้าอยู่ผิดที่ผิดทางก็บอกไม่ได้หรอกว่าลายใครเป็นลายใคร เพราะเป็นกนกเดียวกัน เช่น เอาลายไทยไปวางในเขมร, เอาลายเขมรไปวางในลาว, เอาลายลาวไปวางในพม่า, เอาลายพม่าไปวางในมอญ, เอาลายมอญมาวางในไทย ฯลฯ จะต่างกันก็แต่ “ลายมือ” เพราะแม้คนกลุ่มเดียวกัน แต่ต่างคนต่างเขียนลายก็ไม่เหมือนกันทุกอย่าง

ความเป็นมาของลายไทย-ลายกนกที่เป็นจริง มีหลักฐานจริง ควรที่สถาบันด้านนี้จะแบ่งปันเผยแพร่สู่สาธารณะให้กว้างขวาง จะมีคุณูปการต่อความรู้ศิลปวิทยาการและเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์อื่นๆได้อีกมากมายมหาศาล อย่างน้อยก็ช่วยให้ไม่สำคัญตนผิด

รูปแบบสันนิษฐานซากโบราณสถานในเมืองเก่า เช่น สุโขทัย-ศรีสัชนาลัย และกำแพงเพชร ที่อาจารย์สันติ เล็กสุขุม มี“จินตนาการ”สร้างสรรค์ขึ้นจากหลักฐานและร่องรอยแวดล้อม ก็เป็นอีกงานหนึ่งที่สำคัญมากๆต่อวงวิชาการประวัติศาสตร์โบราณคดีและเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์

รูปแบบสันนิษฐานซากโบราณสถาน คือเพิ่มเติมส่วนที่ปรักหักพังให้เต็มอย่างมีร่องรอยหลักฐาน และ“จินตนาการ” ที่อาจารย์สันติบอกไว้ในกล่าวนำว่า

“หากปราศจากจินตนาการแล้ว ข้อมูลทางวิชาการย่อมไม่มีทางสำเร็จเป็นรูปแบบสันนิษฐานได้”

ดนตรี, วรรณคดี, โขนละครฟ้อนเต้น, ฯลฯ ล้วนเป็นพลังสำคัญให้เกิด “จินตนาการ”ย้อนยุคอย่างมีหลักเกณฑ์และร่องรอยหลักฐาน

แต่แล้วการศึกษาประวัติศาสตร์โบราณคดีและศิลปกรรมพากันรังเกียจเดียดฉันท์ดนตรี, วรรณคดี, โขนละครฟ้อนเต้น จึงไม่มี“สั่งสม”ในเนื้อในตัวแม้แต่น้อย เลยสงสัยว่าผู้ศึกษารุ่นต่อๆไปจะมี“จินตนาการ”งอกงามอย่างไร?

ขอให้ครูบาอาจารย์เปิดหูเปิดตาเปิดใจให้กว้างเพื่อรับสิ่งใหม่ๆให้นักศึกษาสร้างสรรค์อนาคตด้วยตัวเองได้

ถ้าครูบาอาจารย์ใจแคบก็เท่ากับทำบาปให้นักศึกษาอนาคตสั้น แต่ตัวอาจารย์เสวยสุขบนกองทุกข์ของสังคมไทยโดยรวม

โบราณสถานกับรูปแบบสันนิษฐาน มรดกโลก สุโขทัย ศรีสัชนาลัย กำแพงเพชร โดย สันติ เล็กสุขุม กรมศิลปากร พิมพ์ครั้งแรก 2551 (ราคา 300 บาท)

เป็นหนังสือดี มีค่ามาก ถ้าทำได้ทั่วประเทศจะวิเศษมหาศาล ส่งผลให้สังคม มี จินตนาการŽ เกิดเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ไม่สุดสิ้น