ฉบับประจำวันจันทร์ที่ 18 มกราคม 2553

การศึกษาไทยไม่ได้สร้างคนให้เป็นคน แต่สร้างคนให้เป็นหุ่นยนต์เข้าโรงงาน ดังมีคำอธิบายอย่างดีอยู่ในข้อเขียนแบ่งปันเผยแพร่เรื่อง ปั้นเด็กไทยให้ “คิดนอกกรอบ” ของ รศ.ดร. วิวัฒน์ เรืองเลิศปัญญากุล (สถาบันการเรียนรู้ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้า ธนบุรี) พิมพ์ล้อมกรอบพิเศษเหมือนโฆษณาอยู่ในมติชน (ฉบับวันจันทร์ที่ 11 มกราคม 2553 หน้า 23)

ผมอ่านแล้วตื่นเต้น อยากให้อ่านกันกว้างขวางออกไป แล้วร่วมกันหาหนทางแก้ไข จะขอคัดมาพิมพ์ซ้ำเฉพาะที่สำคัญต่อไปนี้

“องค์การความร่วมมือและพัฒนาเศรษฐกิจ หรือ (OECD) ที่จัดการทดสอบ Programme for International Student Assessment หรือ PISA ได้ประเมินความสามารถในการอ่านเอาเรื่อง (literacy) เมื่อปี 2006 ซึ่งมีประเทศเข้าร่วมโครงการกว่า 60 ประเทศ ปรากฏว่า เด็กไทยกว่าหนึ่งในสามมีความสามารถไม่ถึงระดับสาม

นั่นคือยังไม่สามารถทำความเข้าใจเชื่อมโยงข้อมูลในเรื่องที่อ่านได้ โดยจัดอยู่ในลำดับที่ 41 จาก 57 ประเทศที่เข้าร่วมโครงการ

ในส่วนของวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ที่ประเมินกระบวนการคิดวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์โดยไม่เน้นเนื้อหา ผลประเมินของเด็กไทยยิ่งมีลำดับที่ต่ำลงไปอีกคือ อยู่ประมาณลำดับที่ 44-47

“เกิดอะไรขึ้นกับเด็กไทย?” ถ้าตอบแบบยอมรับความเป็นจริง สาเหตุหนึ่งน่าจะมาจากโครงสร้างหลักสูตรที่เน้นความ“เท่าเทียม”กัน มุ่งสร้างคนเข้าสู่อุตสาหกรรมที่เรียกว่า  mass production  หรือการผลิตในปริมาณมากแบบสายพาน

สิ่งที่อุตสาหกรรมประเภทนี้ต้องการคือวัตถุดิบที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกัน เพื่อให้ง่ายต่อการผลิต  ในขณะที่การประกันคุณภาพพยายามจะวัดทุกอย่างออกมาเป็นตัวเลข ทำทุกอย่างให้ได้มาตรฐาน และพยายามเปลี่ยนกระบวนการผลิตที่มุ่งหาตัวชี้วัดเชิงปริมาณ เพราะฉะนั้นการผลิตคนให้สนองอุตสาหกรรมแบบ mass production ทำได้ไม่ยาก แต่มีความสามารถสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานก็ใช้ได้แล้ว เก่งเกินไปหรือแตกต่างออกไป อาจจะทำให้ประสิทธิภาพการผลิตลดลง ส่งผลต่อตัวชี้วัดเชิงปริมาณซึ่งเป็นเป้าหมายของระบบนี้

การจัดการศึกษาที่เน้นความเท่าเทียมหรือเหมือนกัน โรงเรียนจะออกกฎระเบียบทุกอย่างที่นักเรียนทำได้และทำไม่ได้ เช่น จะต้องไว้ผมทรงอะไร, ยาวกี่เซนติเมตร, ใช้โบว์ผูกผมสีอะไร, กางเกงหรือกระโปรงต้องกว้างยาวเท่าไหร่, เด็กทุกคนต้องอยู่ในกรอบที่กำหนดให้ เพราะเชื่อว่าความแตกต่างของแต่ละบุคคลจะส่งผลต่อประสิทธิภาพการผลิตโดยไม่คิดว่าเป็นกฎเกณฑ์ที่ปิดกั้นความคิดสร้างสรรค์ของผู้เรียน

นอกจากนี้การสอนให้นักเรียนท่องจำในสิ่งที่ครูบอกว่า“ถูกต้อง” หรือการเรียนตามตารางสอนที่คล้ายกับการประกอบชิ้นส่วนตามสายพาน บรรจุข้อมูลแต่ละรายวิชาโดยขาดความเชื่อมโยงกัน ทำให้ความคิดที่หลากหลายของนักเรียนถูกจำกัด เพราะครูไม่มีเวลามาอธิบายความคิดเห็นของเด็กแต่ละคน นักเรียนมีหน้าที่จดจำสิ่งที่ครูสอนเท่านั้น

และเมื่อถึงเวลาวัดผลสัมฤทธิ์ก็จะใช้เกณฑ์ว่านักเรียนจำอะไรได้บ้าง โดยใช้ข้อสอบปรนัยซึ่งเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการผลิตเชิงปริมาณ

การผลิตคนแบบฐานความจำนี้ (ไม่ใช่ฐานความรู้) ผลผลิตที่ออกมาจะได้คุณภาพตามเกณฑ์เหมือนกันหมดไม่ว่าจะเก่งหรืออ่อนก็จะถูกปรับรวบเข้ามาให้เก่ง (หรือไม่เก่ง) เท่ากัน ความคิดสร้างสรรค์ถูกบั่นทอน เด็กไม่มีประสบการณ์ในการ           คิดต่าง ใช้วิจารณญาณไม่เป็น คิดว่าการใฝ่รู้ไม่จำเป็น ขอให้ใฝ่จำในสิ่งที่จะออกข้อสอบก็เอาตัวรอดได้แล้ว เพราะคิดว่านั่นคือตัวชี้วัดความสำเร็จ”

จะเห็นชัดว่า“เครื่องแบบ”ที่ใช้บังคับให้นักเรียนนักศึกษาแต่งเหมือนกันหรือคล้ายกัน แท้จริงแล้วคือ“เครื่องมือปิดกั้นความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนนักศึกษา”

นักเรียนนักศึกษาพวกนี้เมื่อโตขึ้นแล้วได้เป็นครูบาอาจารย์ ก็พากันเชิดชูสืบทอดกฎระเบียบเหล่านี้ เช่น ครูแต่งเครื่องแบบ“สีกากี”ข้าราชการครู โดยหารู้ไม่ว่าเป็น“สีอาณานิคม”อังกฤษบังคับใช้ เห็นได้ทั่วไปในอินเดีย, ลังกา, พม่า, มาเลเซีย, สิงคโปร์, ฯลฯ

คิดสร้างสรรค์ ขยันใฝ่รู้ เชิดชูคุณธรรมŽ คำขวัญวันเด็กที่ผู้ใหญ่ไก่เขี่ยผูกคำให้คล้องจองใช้หลอกเด็กกับโกหกตัวเอง เพราะไม่เคยทำได้จริง และไม่เคยคิดทำจริงๆ (ในภาพนี้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กับเด็กๆ ในงานวันเด็กแห่งชาติ  2553 ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันเสาร์ที่ 9 มกราคม 2553

fluoxetine while pregnant cialis 5mg }