ฉบับประจำวันอังคารที่ 26 มกราคม 2553

ประธานฯมติชน ขรรค์ชัย บุนปาน เริ่มกิจกรรม“แบ่งปันความรู้ เชิดชูศาสนา พัฒนาแหล่งน้ำลำคลอง”ตั้งแต่กลางปีก่อน โดยสนับสนุนทุนสำรวจลุ่มน้ำทวน(กาญจนบุรี)-จรเข้สามพัน(สุพรรณบุรี) ให้อาจารย์สุรพล นาถะพินธุ กับอาจารย์ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ สองอาจารย์จากคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ลงพื้นที่เมื่อปลายปีที่แล้ว

ในรายงานประวัติวัฒนธรรมลุ่มน้ำทวน-จรเข้สามพัน สรุปการสำรวจข้อมูลวัฒนธรรมโบราณตอนหนึ่ง ทั้งสองอาจารย์ทบทวนงานวิชาการที่มีครูบาอาจารย์รุ่นแรกๆเคยทำมาก่อนตอนหนึ่งว่า

พ.ศ. 2530 รองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ สืบแสง พรหมบุญ และคณะได้ทำการวิจัยเรื่องการศึกษาวิจัยประวัติศาสตร์ท้องถิ่นลุ่มแม่น้ำจรเข้สามพัน โดยใช้วิธีการศึกษาทั้งทางประวัติศาสตร์ โบราณคดี และมานุษยวิทยา ถือเป็นการขยายพื้นที่ศึกษาจากเมืองอู่ทองไปยังบริเวณใกล้เคียง 

ผลการศึกษาพบว่าชุมชนโบราณบริเวณลุ่มน้ำจรเข้สามพันมีอายุตั้งแต่ 3,000-2,500 ปีมาแล้วตั้งแต่ยุคหินใหม่ เรื่อยมาถึงสมัยทวารวดี เป็นแหล่งชุมชนโบราณที่สืบทอดความเจริญมาจากชุมชนหมู่บ้านก่อนประวัติศาสตร์มาสู่เมืองสมัยประวัติศาสตร์ เพราะตั้งอยู่บนเส้นทางการค้าโลกโบราณระหว่างจีน-อินเดีย ซึ่งเป็นเส้นทางจากอ่าวเบงกอลมาขึ้นบกที่เมาะตะมะ ผ่านมะริด ทวาย เข้าไทยที่ด่านเจดีย์สามองค์ ผ่านชุมชนโบราณลุ่มแม่น้ำแม่กลองมายังลำน้ำจรเข้สามพัน แล้วออกสู่อ่าวไทยที่แม่น้ำนครชัยศรี

การวิจัยดังกล่าวยังอ้างว่า ถนนท้าวอู่ทองสามารถเชื่อมต่อกับเมืองโบราณสมัยใหม่ยุคทวารวดี เช่น คูบัว ราชบุรี กาญจนบุรี นอกจากนี้ ลำน้ำจรเข้สามพันยังเชื่อมต่อกับแม่น้ำสุพรรณ และเชื่อมต่อกับกาญจนบุรี นครปฐม และชัยนาท ด้วยลำน้ำมะขามเฒ่า การติดต่อทั้งภายใน ภายนอก การรับวัฒนธรรมอินเดียเข้ามาผสมผสานกับวัฒนธรรมท้องถิ่น โดยเฉพาะความเชื่อพุทธ-พราหมณ์ ทำให้ชุมชนแห่งนี้พัฒนาขึ้นเป็นเมือง

เมืองอู่ทองเติบโตขึ้นภายใต้วัฒนธรรมฟูนัน และทวารวดี ช่วงพุทธศตวรรษที่ 7-17 โดยถ้าไม่ใช่ราชธานี ก็น่าจะมีฐานะเป็นเมืองสำคัญของทวารวดี การเปลี่ยนเส้นทางการค้าทางบกจากจีน-อินเดีย หันไปใช้เส้นทางใต้เขตนครศรีธรรมราช ทำให้เมืองอู่ทองซบเซาลงจนร้างไปในที่สุดก่อนที่สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 จะสถาปนาอยุธยาถึง 200 ปี เป็นการลบล้างข้อสันนิษฐานเดิมที่ว่าพระเจ้าอู่ทอง มาจากเมืองอู่ทอง

อย่างไรก็ตามชุมชนแห่งนี้ก็ไม่ได้ร้างไปเสียทีเดียว แต่ยังดำรงฐานะเป็นหมู่บ้าน มีผู้คนอาศัยสืบทอดวัฒนธรรมต่อกันมา เห็นได้จากคำบอกเล่าประวัติชุมชนในหมู่บ้านในรูปตำนาน หรือนิทานพื้นบ้าน

ผมเคยได้สำเนางานวิจัยนี้มาอ่านทั้งหมดเมื่อหลายปีมาแล้ว เพื่อศึกษาตามให้ทันความก้าวหน้าทางวิชาการเกี่ยวกับเมืองอู่ทอง(สุพรรณบุรี) จึงรู้ว่ามีหลักฐานต่างประเทศอีกมาก โดยเฉพาะหลักฐานจีน ที่พวก“ศิลปากร”แต่ก่อนไม่ให้ความสำคัญ ทั้งๆเป็นหลักฐานสำคัญมากๆ

นี่เองกรมศิลปากรจึงทอดทิ้งเมืองอู่ทอง ทั้งๆมีพยานหลักฐานอีกมากที่อาจารย์ 2 ท่านพบว่าอู่ทองไม่เคยร้าง, อู่ทองเป็นศูนย์กลางพุทธศาสนาเก่าแก่ที่สุดของรัฐทวารวดี นอกจากนั้นยังต้องพิจารณาอีกว่าอู่ทองคือ“สุวรรณภูมิ”จริงหรือไม่? ได้พุทธศาสนาจากอินเดียยุคอโศก หรือได้จากลังกาสมัยหลัง? แล้วรัฐ“เจนลีฟู”ในเอกสารจีนอยู่อู่ทองหรือที่ไหน? ฯลฯ ทั้งหมดล้วนเป็นต้นกระแสประวัติศาสตร์สยามประเทศไทยโดยแท้จริง

สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยรังสิต เห็นความสำคัญเรื่องเหล่านี้ เลยพิมพ์งานวิจัยฯของอาจารย์สืบแสงเป็นเล่ม แล้วตั้งชื่อใหม่ว่าประวัติศาสตร์ท้องถิ่นลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตก : กรณีศึกษาลุ่มแม่น้ำจรเข้สามพัน ผมขออนุโมทนาสาธุการให้ผู้เกี่ยวข้องจัดพิมพ์จงอายุมั่นขวัญยืน

ขอบพระคุณอาจารย์สืบแสง พรหมบุญ (ปัจจุบันเป็นรองอธิการบดีของมหาวิทยาลัยรังสิต) ที่กรุณาวิจัยเรื่องยิ่งใหญ่นี้เมื่อ 20 กว่าปีมาแล้ว แต่ยังมีค่ามหาศาลในปัจจุบันและอนาคต

 

ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตก : กรณีศึกษาลุ่มแม่น้ำจรเข้สามพัน โดย สืบแสง พรหมบุญ, สุจิตรา วุฒิเสีถยร, จำเนียร มณีพันธุ์, กาญจนี ละอองศรี (ราคา 280 บาท) จัดพิมพ์โดย สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยรังสิต ถนนพหลโยธิน เมืองเอก ปทุมธานี 12000 โทร. 0 2997 2200-30 ต่อ 3256  เป็นหนังสือรายงานการวิจัยเรื่อง การศึกษาวิจัยประวัติศาสตร์ท้องถิ่นลุ่มแม่น้ำจรเข้สามพัน           อ. อู่ทอง จ. สุพรรณบุรีŽ แม้ว่าจะเสนอต่อสถาบันไทยคดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2530 หรือกว่า 20 ปีมาแล้ว แต่นับได้ว่าแพร่หลายในแวดวงจำกัด ทั้งๆที่ข้อถกเถียงทางประวัติศาสตร์ในประเด็นว่าด้วยบรรพชนคนไทยในสุวรรณภูมิ ยังคงมีความเคลื่อนไหวอย่างคึกคักและต่อเนื่อง หนังสือเล่มนี้เป็นทั้งการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น และขณะเดียวกันก็เป็นการตอบข้อสงสัย ตั้งคำถามใหม่ๆต่อเนื้อหาในส่วนที่ว่าด้วยพัฒนาการของชุมชนที่เติบโตขึ้นเป็นประเทศไทยในปัจจุบันให้มีความสมบูรณ์ หรือในที่นี้คือให้มีความสมเหตุสมผลมากยิ่งขึ้น (คณะบรรณาธิการ ชลาศัย กันมินทร์, ปรารถนา โกเมน, พีรยา มหากิตติคุณ)

fluoxetine structure buy prednisolone online cheap