ฉบับประจำวันพฤหัสบดี ที่ 28 มกราคม 2553

 

ศิลปวิทยา หมายถึงวิชาความรู้ต่างๆ ตรงกับภาษาอังกฤษว่า knowledge และศิลปวิทยาการ หมายถึง ผู้ทำวิชาความรู้ต่างๆ ได้แก่ ครูบาอาจารย์และฤาษี เช่น

เมืองละโว้(ลพบุรี) เมื่อเรือน พ.ศ. 1700 เป็นศูนย์กลางของศิลปวิทยาการยุคนั้น ดังนั้นพระร่วง(กรุงสุโขทัย) กับพญางำเมือง(เมืองพะเยา) จึงไปศึกษาเล่าเรียนศิลปวิทยาอยู่ด้วยกันในสำนักสุกกทันตฤาษีที่เขาสมอคอน กลางทุ่งนอกเมืองละโว้

คำว่า“ศิลปะ” มีรากจากคำสันสกฤต ในสังคมสมัยแรกๆแปลว่าวิชาความรู้ ตรงกับภาษาบาลีว่า สิปปะ คำละตินว่า ars

มีผู้แปลคำคติฝรั่งโบราณสมัยแรกๆ ใจความว่า “ชีวีนี้สั้น ศิลปะยืนยาว” ควรเข้าใจว่าหมายถึง ชีวีนี้สั้น ศิลปวิทยายืนยาว มีกลอน 4 วรรคว่า

ชีวีนี้สั้นนักหนา                     ศิลปวิทยายืนยาวยิ่ง

รู้เท่าทันโลกและชีวิตจริง          นิ่งนิ่งพอเพียงก็เพียงพอ

(มติชน ฉบับวันอาทิตย์ที่ 1 มกราคม 2553 หน้า 3)

ต่อมาหลังจากนั้น(เมื่อไรก็ไม่รู้) เศรษฐกิจการเมืองสังคมโลกเปลี่ยนแปลงความหมายของคำว่า“ศิลปะ”ก็เปลี่ยนไป หมายถึง ความงาม, สิ่งที่สร้างขึ้นเป็นรูปรอยเพื่อสื่อทางอารมณ์หรือความรู้สึก, งานสร้างสรรค์เป็นชิ้นๆอย่างๆ โดยปัจเจกชน มีตัวตน เรียกกันภายหลังว่า ศิลปิน เช่น รูปเขียน, รูปวาด, รูปปั้น, รูปแกะสลัก, ฯลฯ

แต่โบราณศิลปวัตถุ จะเรียกเป็นงานศิลปะได้หรือไฉน? เช่น เทวรูป, พระพุทธรูป, จิตรกรรมบนผนังโบสถ์-วิหาร-การเปรียญ-ศาลา, เครื่องมือเครื่องใช้, ฯลฯ ตั้งแต่ยุคสุวรรณภูมิ, ยุคทวารวดี, ยุคสุโขทัย, ยุคอยุธยา, ฯลฯ

บางทีเรียกรูปรอยบนเพิงผาและในถ้ำสมัยหินหลายพันปีมาแล้วว่า ศิลปะถ้ำ

เพราะโบราณศิลปวัตถุเหล่านี้ทำด้วยคนจำนวนมากรวมกลุ่มกันด้วยศรัทธาความเชื่อในศาสนาร่วมกัน เช่น ศาสนาผี, พราหมณ์, พุทธ  มุ่งให้ขลัง ศักดิ์สิทธิ์ เป็นสำคัญ ไม่ได้ทำโดยปัจเจกบุคคล และไม่ได้มุ่งความสะเทือนใจอย่างร่วมสมัย

ผมอ่านหนังสือรากเหง้าแห่งศิลปะไทย ของอาจารย์พิริยะ ไกรฤกษ์ อย่างลำบากยากเย็น เพราะไม่มีพื้นความรู้ทางประวัติศาสตร์ศิลปะมากพอจะอ่านสะดวกสบาย

แต่ได้ความรู้ทางประวัติศาสตร์ศาสนา ทั้งพราหมณ์และพุทธ ที่มีหลักฐานโบราณวัตถุยืนยันทุกอย่าง เพราะอาจารย์พิริยะอธิบายและกำหนดอายุจากงานช่าง(ศิลปะ?)ผ่านแนวคิดของนิกายและช่วงเวลาทางศาสนา ฉะนั้นจึงต่างจากหนังสือทางศิลปะและทางศาสนาเล่มอื่นๆ

ทั้งประวัติศาสตร์ศิลปะและประวัติศาสตร์ศาสนาที่มีในโลก ล้วนต้องศึกษาเรียนรู้อีกมากไม่รู้จบ ชั่วชีวิตคนๆหนึ่งก็ไม่อาจเจนจบครบถ้วนได้ เพราะ “ชีวีนี้สั้น ศิลปวิทยายืนยาว” ความรู้ที่อาจารย์พิริยะศึกษาค้นคว้าไว้ในเล่มนี้จะยังดำรงอยู่อีกนานเท่านาน

รูปประกอบ 570 รูป พิมพ์ 4 สี บนหนังสือหนา 428 หน้า เท่ากับมีรูปประกอบมากกว่าหน้าละ 1 รูป

แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับว่ารูปจำนวนมากนี้ ในชีวิตเราไม่มีวันหาเองได้ ฉะนั้นแค่คิดว่าซื้อรูปเก่าเก็บไว้ก็กำไรเหลือกำลังลากแล้ว

หนังสือประวัติศาสตร์ศิลปะไทยเล่มนี้ เป็นผลงานเขียนชิ้นล่าสุดของนักวิชาการระดับแนวหน้าคนหนึ่งของเมืองไทย รองศาสตราจารย์พิริยะ ไกรฤกษ์ เมธีวิจัยอาวุโสสาขาประวัติศาสตร์ศิลปะ ที่ได้พากเพียรเรียบเรียงงานนี้มา 30 ปี
โดยมีเนื้อหาเป็นการรวบรวมทฤษฎีใหม่ที่ครอบคลุมระยะเวลา 700 ปีของงานพุทธศิลป์ พราหมณศิลป์และศิลปะอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับศิลปะไทย และที่ได้รับอิทธิพลจากแหล่งอารยธรรมใกล้เคียง เช่น จีนและอินเดีย ไม่ว่าจะเป็นด้านสถาปัตยกรรม ประติมากรรม จิตรกรรม เครื่องปั้นดินเผา เป็นต้น อันนับเป็นรากเหง้าของศิลปะไทยในเวลาต่อมา
เป็นหนังสือเกี่ยวกับศิลปะไทยตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 11 ถึง 19 ที่สมบูรณ์ที่สุด ทั้งด้านเนื้อหาและภาพประกอบที่มีอยู่ในเล่มเดียวกันในขณะนี้
ภาพประกอบสี่สีในเล่ม ใช้เวลาถ่ายทำหลายปี โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ถ่ายภาพศิลปวัตถุสำคัญในเขตพระราชฐาน
นอกจากนี้ ยังมีวัตถุโบราณอื่นๆจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเกือบทุกแห่งของไทย ทั้งยังได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจากนักสะสมงานศิลปะชั้นนำหลายท่าน ให้เข้าถ่ายภาพสมบัติชิ้นเยี่ยมมากมาย
ในเล่มยังมีแผนที่และผังประกอบบทความอีกเป็นจำนวนมาก มีอภิธานศัพท์ที่มีลายเส้นประกอบและดัชนี้ค้นคำที่ท้ายเล่มอีกด้วย