ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 8 มกราคม 2553

ชีวิตคืออะไร? เราเกิดมาทำไม? ความสุขคืออะไร?

คำถามสามข้อที่ยกมานี้ มีในใจของคนทั้งโลก (ก็อาจว่าได้) แล้วน่าจะเริ่มมีมานานกว่า 2,553 ปีมาแล้ว ตราบจนปัจจุบันยังมีอยู่ แล้วจะมีต่อไปในอนาคตไม่จบสิ้น เพราะหาคำตอบที่อิ่มอกอิ่มใจไม่ได้

ถึงจะเคยมีนักปราชญ์ราชบัณฑิตคิดค้นคำตอบได้เราก็ไม่รู้ ไม่เห็น และไม่เคยได้ยิน ไม่เคยได้อ่านศึกษา ดังที่ท่านพุทธทาสเคยอธิบายไว้ตั้งแต่ พ.ศ. 2479 (เกือบ 75 ปีมาแล้ว) และเคยพิมพ์เผยแพร่ไปแล้ว แต่อย่างน้อยผมคนหนึ่งไม่เคยรู้ ไม่เคยอ่าน เพิ่งอ่านครั้งแรกจากธรรมะเล่มน้อย หนังสือธรรมะใกล้มือ ลำดับที่ 1/53 พิมพ์แจกเป็นธรรมทานโดยหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ

ท่านพุทธทาสมีคำอธิบายทางพุทธศาสนาเพียงปัญหาเดียว แต่ตอบอีก 2 ปัญหาด้วย จะขอคัดมาเฉพาะเนื้อๆ ดังนี้

ชีวิตคือ Compounded thing อันหนึ่ง ซึ่งหมุนกลิ้งไปตามอำนาจของส่วนผสมส่วนหนึ่งๆของมันเอง ซึ่งปรุงแต่งมันขึ้นและเป็นปัจจัยให้มันตั้งอยู่.

Compounded thing นี้ คงผสมกันอยู่ได้ และหมุนกลิ้งไป ก็เพราะมีอวิชชา ตัณหา อุปาทาน กรรม หนุนหลัง.

มันเต็มด้วยความทนทุกข์ ทรมาน ทั้งอย่างเปิดเผย และอย่างลี้ลับ ก็เพราะการที่มันต้องกลิ้งไปตามเหตุตามปัจจัย. และเพราะอวิชชาเป็นต้น เป็นเครื่องตีโต้ให้มันกระท้อนไปมาเหมือนลูกตะกร้ออยู่เสมอ.

มันจะเป็นสุขจริงๆได้ ก็ต่อเมื่อมันหยุดหมุน หยุดกระเด็นไปมา โดยหมดเครื่องหนุนหลังและผลักไส และในที่สุด Compounded thing นั้นแยกสลายออกจากกัน ไม่กลับผสมกันได้อีกดุจเรือนที่รื้อลงเสียแล้ว. ไม่มีใครประกอบให้เป็นเรือนขึ้นอีกฉะนั้น.

ทั้งหมดนี้คือลักษณภาพโดยสิ้นเชิงของชีวิต.

การที่เราเกิดมาก็เพราะเราไม่รู้(อวิชชา)ต่อเรื่องชีวิต. เพราะฉะนั้นเราเกิดมาก็เพื่อเรียนให้รู้เรื่องชีวิตแล้วหยุดเกิดหรือ“กลิ้ง”

—————-

“เมื่อเรารู้ว่าชีวิตคืออะไรดังนี้แล้ว เราจะพบได้อีกว่า ชีวิตของเรายังจะต้องหมุนกลิ้งต่อไป หรือเราอาจหยุดมันเสียได้, และเรียกได้ว่าเรารู้จักสิ่งที่เรียกกันว่า‘ตัวเรา’ ดี.

ถ้าเรายังมีความรู้สึกว่าเราเป็นเรา และชีวิตของเราจะต้องหมุนกลิ้งไป (เพราะเรายังมีอวิชชา ตัณหา อุปาทาน กรรม. ยังไม่อาจตัดมันในขณะนี้) เราก็ต้องยอมกลิ้ง แต่พยายามกลิ้งให้งดงาม เหมือนตัวละครที่พยายามทำบทบาทของตนให้เรียบร้อยที่สุด. เพราะว่าการกลิ้งที่งดงามนั้นช่วยให้เราหยุดกลิ้งได้เร็วเข้า.

แต่ถ้าเราเห็นความสามารถหรืออุปนิสัยของตัวเอง ว่าอาจทำให้หยุดกลิ้งได้ในบัดนี้ เราก็กระทำไปอีกทางหนึ่ง ซึ่งเป็นทางของสมณะอันแท้จริง, และหยุดกลิ้งได้ในชาติทันตาเห็นนี้, ซึ่งเรียกว่าบรรลุอรหันต์.”

—————-

เรามีชีวิตล่วงไปวันหนึ่งๆด้วยการบรรเทาความอยากในสิ่งที่ยั่วอยาก ให้น้อยลงทุกทีๆ. ถึงปีใหม่ก็สะสางเทคนิคของมันให้ดียิ่งขึ้นทุกปี ความสุขปีใหม่ก็เป็นอันหวังได้อย่างแน่.

มิฉะนั้น ชีวิตนี้จะยุ่งเหยิง หมักหมม ซับซ้อน หนักเข้า ทุกปีเหมือนกัน แล้วเราก็ยากที่จะแจ่มใส และรู้จักชีวิตได้ ——–

ถ้าเรารู้จักชีวิตดี เราก็รู้จัก Art ของการครองชีวิตได้ดี”

ปัญหายังมีตามมาคือแม้จะอ่านแล้ว รู้คำตอบคำอธิบายแล้ว แต่ไม่เข้าใจ แม้เข้าใจก็ปฏิบัติไม่ได้อย่างนั้น ความอยากย่อมไม่บรรเทา เลยต้องกลิ้งกระโดกกระเดกด้อยกระดกกระดนโด่กว่าปีเก่า อนิจจา