กรุงแตก ยศล่มแล้ว 50. เลิกล้อมกรุง
มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประวำวันศุกร์ที่ 25 ธันวาคม 2552
“พวกมันลากปืนใหญ่ไปแล้ว” ตำรวจพูดขึ้นให้พรรคพวกที่นั้นได้ยินขณะรอราชการอยู่บริเวณพระราชฐานชั้นนอกขอบสนามหน้าจักรวรรดิอยู่ทางตะวันออกหน้าพระราชวังหลวง “ปืนใหญ่ทางวัดราชพฤกษ์กับวัดกษัตรา พวกมันลากหนีไปทางทุ่งแก้วทุ่งขวัญแล้ว”
“ถึงได้เงียบไป” มหาดเล็กพยักหน้ารับรู้ “ไม่มีลูกแตกใหญ่มาตกทางวังหลังหัวแหลมอีก”
“โดนลูกแตกปืนใหญ่ป้อมท้ายกบเข้าไปหลายลูกเลยต้องหนี” ตำรวจบอกเพิ่มเติมถึงอานุภาพของปืนใหญ่ป้อมท้ายกบอยู่ทางหัวแหลมยิงข้ามแม่น้ำไปถึงค่ายพวกหงสาทางวัดกษัตราที่ยิงเข้ามาในเมือง
“ทำไมไม่ยกไล่ให้แตกตายไปก็ไม่รู้” มหาดเล็กทำฮึดฮัดขัดใจ “เป็นกูจะไม่รอมันตั้งตัว”
“มึงจะทำอะไรได้”
“เอาคนยกออกไปไล่พวกมันให้ตายโหงตายห่าหนีกลับหงสาน่ะซี่”
“ออกไปทีไรก็แตกกลับมากี่หนแล้วล่ะ” ตำรวจพูดถากถาง
“บ๋า—ไอ้ตำรวจอสูรขี้เกียจขี้โกง” มหาดเล็กชี้หน้า “หมิ่นกันหนักไปแล้ว พวกแตกกลับมามันขี้ขลาดชั่วตาปีตาชาติไม่ได้ออกไปไหน ได้แต่สวาปามสินบนอยู่ในเมือง หรือไม่ ก็ออกไปรังแกคนบ้านๆทั้งในเมืองกับบ้านนอกคอกนา”
ตำรวจอสูรที่พวกมหาดเล็กใช้ด่าพวกตำรวจ ได้จากเล่นการมหรสพชักนาคดึกดำบรรพ์กวนน้ำอมฤตในพระราชพิธีอินทราภิเษก ให้ตำรวจแต่งเป็นอสูรชักทางหัวนาค ส่วนมหาดเล็กแต่งเป็นเทวดาชักทางหางนาค เล่นอยู่นานคราวละเดือน พวกมหาดเล็กเลยยก อสูรเป็นคำด่า หมายถึงพวกยักษ์, มาร, ผี เป็นอมุษย์พวกหนึ่งที่ไม่ใช่เทวดา
“ออกรบทำไมให้เสี่ยงตาย” พวกตำรวจพยายามพูดจา “อีกไม่นานถึงหน้าฝนแล้วน้ำหลากท่วมค่ายพวกพุกามหงสาตกน้ำตายโหงตายห่าไปเอง”
“กว่าฝนจะมา กว่าน้ำจะหลาก พวกมันก็ยกปล้นเมืองได้หมดแล้ว” พวกมหาดเล็กโต้พวกตำรวจ
“มหาดเล็กพวกมึงจะรู้อะไร ถ้าให้ออกรบก็มีแต่จะหัวขาดตายเปล่า” พวกตำรวจเย้ยหยันมหาดเล็ก “พวกมึงก็แค่หัวหดเพ็ดทูลเอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่คนอื่นอยู่ในรั้ววัง แหละว้า”
เท่านั้นเอง พวกมหาดเล็กในศาลาลูกขุนขอบสนามหน้าจักรวรรดิก็ยกตีนถีบตำรวจแล้วออกหมัดเข่าศอกสมทบ บรรดาตำรวจเห็นแล้วก็รวมกันตรงรี่ไปที่พวกมหาดเล็กตะลุมบอนเป็นโกลาหล
อันที่จริงเจ้านายขุนนางอำมาตย์มนตรีกับข้าราชการผู้ใหญ่ในพระนครศรีอยุธยา ก็แบ่งเป็นสองพวกสองฝ่าย แล้วโต้แย้งเยาะเย้ยเหยียดหยันซึ่งกันและกัน อย่างเดียวกับมหาดเล็กและตำรวจที่ไม่ลงรอยกันแล้วโทษกันจนลงไม้ลงมือเพราะไม่มีใครยอมใคร
พระเจ้าอุทุมพรทรงแจ้งแล้วว่าแม่ทัพนายกองกับข้าราชการผู้ใหญ่ไม่ลงรอยกันเป็นอันตรายนัก แล้วยังฝีมือรบอ่อนแอแพ้ศึกทุกครั้ง เพราะห่างศึกสงครามพุกามหงสามานานมาก ฉะนั้นจะให้ยกรบตีไล่ศึกย่อมไม่สำเร็จ จะหาคนดีมีฝีมือตอนนี้ก็ไม่ทันการ
บัดนี้เดือนห้าสงกรานต์ยกผ่านไปแล้ว จะย่างเข้าหน้าฝน ถ้ารอให้ฝนตกเมื่อใดน้ำจะท่วมรอบพระนคร ครั้นน้ำท่วมแล้วอย่าว่าแต่ช้างม้าเลย ถึงพลทหารพุกามหงสาข้าศึก ก็ล้อมอยู่ไม่ได้ ที่จะหุงข้าวไม่มี แล้วต้องถอยจากที่ล้อมไปเอง
“ข้าพระพุทธเจ้าเห็นควรแต่จัดการป้องกันกำแพงเมืองป้อมค่ายคูประตูหอรบไว้ให้แน่นหนามั่นคง” แม่ทัพนายกองพวกหนึ่งกราบทูลในที่ประชุมคืนหนึ่ง มีอำมาตย์ราช มนตรีข้าราชการผู้ใหญ่พร้อมหน้าที่พระตำหนักข้างใน “แล้วมีเครื่องราชบรรณาการเป็นอุบายไปล่อลวงหน่วงสงครามเจ้าพุกามหงสาวดีไว้จนกว่าฝนจะตกลงมาก ถึงตอนนั้นพวกมันจะถอยเป็นโกลาหลเพราะน้ำหลากพระพุทธเจ้าค่ะ”
พระเจ้าอุทุมพรทรงตรัสถามว่าจะไม่รีบยกรบตีไล่เสียแต่เดี๋ยวนี้หรือ
“ข้าพระพุทธเจ้าเห็นว่าถ้าจะเอาไพร่พลและช้างม้าออกรบตีไล่เสียแต่เดี๋ยวนี้ ก็จะลำบากรี้พลสกลไกรช้างม้าไปเปล่าๆ ไม่เข้าการ” ขุนทหารกราบบังคมทูล “เมื่อฝนตกน้ำหลากแล้ว พวกค่ายพุกามหงสาถอยจากที่ล้อม ข้าพระพุทธเจ้าอาสาไปตามตีไล่ให้แตกยับ ขอจงทรงพระกรุณาตรัสให้ทุกกองทัพยกรบตีไล่ไปพร้อมกันทั้งหมดจนพ้นอยุธยาพระพุทธเจ้าค่ะ”
พระเจ้าอุทุมพรมีรับสั่งให้ข้าราชการฝ่ายทหารและพลเรือนทั้งสมุหนายกและสมุห กลาโหมกะเกณฑ์ไพร่พลคนฉกรรจ์จากบ้านเมืองใกล้เคียงโดยรอบมาเพิ่มขึ้นอีก ทั้งปืนใหญ่น้อยและเรือกำปั่นเรือรบก็ให้เรียงรายแน่นหนาตลอดแนวกำแพงป้อมค่ายคูประตูหอรบ แล้วให้ส่งม้าด่วนเร่งไปบอกคนฉกรรจ์จากแขวงเมืองวิเศษชัยชาญจนถึงโพธิ์ทองและคำหยาดให้เข้าไปหนุนรบศึก
“เครื่องราชบรรณาการให้จัดแต่งตามอุบายที่ตกลงกันไว้” พระเจ้าอุทุมพรรับสั่งกลาโหมกับกรมวัง แล้วทรงลุกจากพระตั่งนั่งเตียงประทับยืนจัดโจงกระเบนที่ถลกรั้งขึ้นให้เรียบร้อยทำท่าจะเสด็จ แต่แล้วไม่เสด็จ ประทับยืนทอดพระเนตรออกไปนอกพระแกลแลไม่เห็นอะไร เห็นแต่แสงไต้ลุกโพลงเสมือนเพลิงล้อมพระตำหนักในสวน แล้วก็ทรงทอดถอนหฤทัยอยู่ลึกๆเมื่อนึกถึงความไม่ลงรอยทั้งน้อยใหญ่ในหมู่ขุนนางข้าราชการทหารแม่ทัพนายกองที่ต่างจากแต่ก่อนจะทรงผนวช มีเจ้าแขกกรมหมื่นเทพพิพิธควบคุมแข็งขัน แต่ บัดนี้คุมกันไม่ติด ให้ทำการสิ่งใดก็ไม่สำเร็จจนแตกทัพกลับมาทุกครั้ง
เจ้ากรมที่เป็นบริวารเจ้าแขกกรมหมื่นเทพพิพิธ แล้วไม่เข้าเมือง แต่หนีออกญาหลวงไปอยู่ทางเขาพนมยง แต่งกองโจรออกปล้นสะดมทหารพระเจ้าเอกทัศ ครั้นรู้ว่าพระเจ้าอุทุมพร ลาบรรพชิตมาบัญชาการรบศึกก็นิมนต์อาจารย์แม่นเข้ามาเป่าทำน้ำมนต์ให้คนในกรุงอยู่วัดขมิ้นด้วย
ต่อมาไม่กี่วัน ยังไม่ทันทำครบอุบายที่เตรียมไว้ พวกพุกามหงสาเอาปืนใหญ่เข้าไปตั้งทางวัดพระเมรุกับวัดหัสดาวาสท่าช้าง แล้วจังกายิงลูกแตกระดมเอาพระราชวังและพระที่นั่งสุริยามรินทร์ทั้งกลางวันกลางคืน ก็พอดีมีพายุพัดฝนแรกเดือนหกมาตกห่าใหญ่ๆ อายดินกลิ่นกระจายไปถึงไหนต่อถึงไหนไม่รู้แล้ว
เมื่อพายุกล้าฟ้าร้องฟ้าแลบก่อนฝนจะตกห่าใหญ่ มีเสียงลูกแตกปืนใหญ่กับฟ้าผ่าพร้อมกันเป็นหนึ่งเดียว แต่ลูกแตกนั้นไปตกต้องยอดปราสาทในพระราชวังพังทลายลงราวผงคลีธุลีดิน แล้วไม่มีเสียงลูกแตกปืนใหญ่ลอยมาซ้ำเติมอีก มีแต่เสียงฟ้าฝนคำรนคำรามเป็นระลอกๆ จนค่อยๆเงียบหายไปทีละน้อยๆ
ครั้นย่ำรุ่ง พลตระเวนไปเห็นซากปืนใหญ่ระเบิดอยู่ทางวัดหัสดาท่าช้างก็พากันลงเรือข้ามฟากกลับมาบอกนายที่ศาลาลูกขุน
“ฟ้าลงปืนใหญ่แตกแหลกเลวหมดทิ้งไว้ทางวัดช้าง” เจ้านายขุนนางแม่ทัพนายกองพากันเพ็ดทูลพระเจ้าอุทุมพร ทำให้ต้องหารือแผนการกันใหม่อีก
ยังไม่ทันตกลงปลงใจอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็รู้ว่ากองทัพพระเจ้าอลองมางตรายีเลิกกลับขึ้นไปทางระแหงแขวงเมืองตาก จะยกกลับทางช่องแม่ละเมา
“โดนปืนแตกประชวรหนักเลยต้องรีบเลิกทัพกลับพระเจ้าค่ะ” แม่ทัพใหญ่กราบบังคมทูลพระเจ้าอุทุมพร “คงจะเป็นลูกแตกสุดท้ายผสมฟ้าผ่าลูกนั้นแหละพระเจ้าค่ะ”
พระเจ้าเอกทัศประทับร่วมหารือรับศึกทุกครั้งที่ผ่านมา รวมถึงครั้งนี้ก็อยู่ตรงนั้นด้วย จะช่วยหารือการทัพศึกจึงเมื่อทรงได้ยินก็ตรัสสั่งบัดนั้นว่า
“ยกตามไปตีให้ยับ”
พระเจ้าอุทุมพรทรงนิ่ง แต่อึดอัดในอกอย่างกะทันหันขึ้นมาอีก