หนังสือพิมพ์มติชนฉบับวันศุกร์ที่ 18 ธันวาคม 2552
“เราในฐานะปัจเจกบุคคล—เราเป็นพหูพจน์ เราไม่ใช่เอกพจน์—” ข้อความยกมานี้ เป็นคำพูดของอาจารย์เสกสรรค์ ประเสริฐกุล (อยู่ในนิตยสารรายเดือน ฅ คน magazine ฉบับประจำเดือนธันวาคม 2552 หน้า 110-111) อ้างอิงว่าได้จากข้อเขียนของอาจารย์เกษียร เตชะพีระ(มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)

“เราต้องการเรื่องส่วนรวมให้มันเกิดความเป็นธรรม ให้เกิดความถูกต้องในบ้านเมือง ขณะเดียวกันเราก็ต้องการความเป็นส่วนตัว ในบางเรื่องบางราว เราก็ต้องการสิทธิเสรีภาพของบุคคล”

อาจารย์เสกสรรค์อธิบายเพิ่มเติมให้เข้าใจปัจเจกบุคคลใน “สถานการณ์ใหม่” แล้วอธิบายความเป็นไทย ก็ไม่ใช่เอกพจน์ เชื่อมเข้ามาด้วยว่า

 “มนุษย์เราเป็นพหูพจน์ ความเป็นไทยในเวลานี้ก็เป็นพหูพจน์ คุณจะเอาส่วนหนึ่งทิ้งไป ส่วนหนึ่งเอามาเป็นตัวหลักตัวตั้งก็ไม่ได้” แล้วยกตัวอย่างที่กำลังเกิดต่อหน้าคือความขัดแย้งไทย-กัมพูชา มีคนโกรธแค้นอยากรบทันที เพราะมีชาตินิยมแบบดั้งเดิม อยากมีเรื่องแบบคนไทยนักเลง ชอบรบกันเวลารู้สึกถูกดูหมิ่นศักดิ์ศรี

แต่ยังมีอีกพวกหนึ่งอยู่กับโลกาภิวัตน์ ใช้แรงงานเขมร ลงทุนในกัมพูชา กับค้าขายชายแดน คนเหล่านี้ไม่นับเป็นคนไทยก็ไม่ได้

นี่แหละ “ความเป็นไทย—เป็นพหูพจน์”

ประเด็นที่อาจารย์เสกสรรค์ยกมานี้สำคัญมากที่ผู้คนพลเมืองรวมถึงชุมชนท้องถิ่นทั่วประเทศต้องทำความเข้าใจ เพื่อเผชิญหน้ากับ“สถานการณ์ใหม่”อย่างหลบไม่ได้ หนีไม่พ้น

แต่น่าเสียดายอย่างยิ่งที่รัฐบาลมองชุมชนท้องถิ่นเป็นแค่“เรียลลิตี้ โชว์” ชิงรางวัลทาง“การตลาด”ของยูเนสโก เห็นได้จากข่าวว่า—

ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงวัฒนธรรมจะเข้าไปส่งเสริมสนับสนุน“ชุมชนที่มีความเข้มแข็งทางวัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่น่าสนใจ” เพื่อให้ชุมชนเหล่านั้นในอนาคตจะได้รับรางวัลจากยูเนสโกเหมือนสามชุก(มติชน ฉบับวันจันทร์ที่ 14 ธันวาคม 2552 หน้า 22)

ชุมชนสามชุกอนุรักษ์“ตลาดสามชุก” จ. สุพรรณบุรี ได้รับรางวัลอนุรักษ์ทางวัฒนธรรมในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ปี 2552 จากยูเนสโก เพราะชุมชนสามชุกร่วมมือปกปักรักษาอย่างแข็งแรง และอย่างเป็นธรรมชาติ โดยรัฐบาลไม่ได้เหลียวแลตั้งแต่เริ่มแรก

ถ้าผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรมทำจริงตามข่าวข้างต้นก็น่ากลัว เพราะความเข้มแข็งทางวัฒนธรรมของชุมชนที่เคยมีจะกลายเป็นอ่อนแอทันตาเห็น

ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่น่าสนใจจะกลายเป็น “นิยาย”ราคาถูกๆ ในที่สุดรางวัลจากยูเนสโกก็ไม่ได้ เพราะไม่เป็นธรรมชาติ มองเห็นผาดๆก็รู้ว่า “ปลอม”

คนได้เต็มๆคือ“ข้าราชการ”ที่ทำงานนี้ นอกจากได้ผลาญเงิน“ไทยเข้มแข็ง”อย่างเปรมปรีดิ์อิ่มหมีพีมันแล้ว ยังได้เลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นด้วย

ในทางที่ควรแล้ว ผู้บริหารฯกระทรวงวัฒนธรรมจะ“โหนกระแส”ตลาดสามชุกบ้างก็ได้ แต่โดยแบ่งปันเผยแพร่ความรู้เพื่ออธิบายภูมิศาสตร์แม่น้ำท่าจีน, ประวัติศาสตร์เมืองสุพรรณฯ, จนถึงความเป็นมาของสามชุกกับภูมิประเทศที่มีทางน้ำหลายสายมาบรรจบกันบริเวณนี้ ทำให้มี“ตลาด” มาแต่โบราณกาล เป็นต้น

ปัญหาอยู่ที่ผู้บริหารฯกระทรวงนี้ ล้วน “อ่อนแอ”ทางวิชาความรู้ นอกจากอธิบายไม่ได้ด้วยตัวเองแล้ว ยังไม่รู้ว่ามีผู้รู้แท้จริงอยู่ที่ไหน? เลยทำอะไรไม่ถูก พาลไม่ทำหน้าที่แบ่งปัน แต่หันไป“โหนกระแส”อย่างที่เป็นข่าวดีกว่า ไม่ต้องใช้ความรู้อะไร ง่ายดี

ภาพนี้ชาวบ้านชี้ศาลาที่พักผู้โดยสารริมทาง ริมทางหลวงหมายเลข 309 อยุธยา-ป่าโมก บริเวณปากทางเข้าวัดท่าสุทธาวาส อ. ป่าโมก จ.อ่างทอง ที่ถูกโจรแสบแอบงัดเอาไม้พื้นศาลาไปทั้งหลัง ตำรวจคาดว่าน่าจะเอาไปขายให้ร้านรับซื้อไม้เก่า ใน จ. พระนครศรีอยุธยา ตลาดค้าไม้เก่าแหล่งใหญ่ภาคกลาง (ภาพและคำบรรยายจาก โพสต์ ทูเดย์ ฉบับวันจันทร์ที่ 14 ธันวาคม 2552 หน้า A9)