หนังสือพิมพ์มติชนฉบับวันศุกร์ที่ 13 พฤศจิกายน 2552

เคยพบปะแลกเปลี่ยนแบ่งปันประสบการณ์กับครูประถมและครูมัธยมในโรงเรียนทางภาคอีสานและภาคอื่นๆต่อเนื่องมานานจนปัจจุบันก็ยังทำอย่างนั้นอยู่แต่ลดน้อยถอยลงบ้าง

ผมได้ความรู้และประสบการณ์ตรงเกี่ยวกับการเรียนการสอนในโรงเรียนตามชนบทยากจนจากครูเหล่านั้นแบ่งปันให้ จึงเห็นอกเห็นใจความอดทนและมานะพยายามของครูเหล่านั้นที่กระตือรือร้นทำทุกอย่างเพื่อเด็กชนบทยากจนโดยไม่มีเอกชนคนใดอนุเคราะห์หนังสือและอุปกรณ์บ้างเลย ครูเหล่านั้นต้องแก้ไขด้วยตัวเอง

ผมจึงเคารพนับถือแล้วยกย่องครูชนบทยากจน สุดจะสรรถ้อยคำมาพรรณนา แล้วออกจะรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณต่อครูทุกท่านทุกหนแห่งด้วยซ้ำไป

แต่ล่าสุดเป็นประสบการณ์ใหม่และตรงเผงเข้าหน้าแง(เมื่อไปหาข้อมูลประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ห้องสมุดประชาชน“เฉลิมราชกุมารี” ที่ จ. ปราจีนบุรี ดังเขียนบอกเล่าตรงนี้เมื่อวันจันทร์ที่ 9 พฤศจิกายน) ว่าผู้อำนวยการโรงเรียนที่นั่นมีสิทธิพิเศษ “ไม่สอนหนังสือ ไม่อ่านหนังสือ” แล้วไม่ร่วมมือกิจกรรมเพื่อเด็กนักเรียนในโรงเรียน ไม่ว่าเรื่องอ่านหนังสือ หรือเรื่องงานศิลปะเด็กๆ ฯลฯ ทั้งๆมีเจ้าภาพสนับสนุนทุนรอนทำให้โดยโรงเรียนไม่ต้องออกเงินแม้แต่บาทเดียว เขากลับปฏิเสธเฉยเลย บาง ผอ. บอกปัดว่าไม่มีความรู้เรื่องสีผนังศิลปะ ฯลฯ

ฟังแล้วรู้สึกสลดหดหู่ เพราะต่างจากครูทางอีสานและที่อื่นๆเท่าที่ผมมีประสบการณ์มาก่อน เลยอ่อนอกอ่อนใจ เหมือนโดนเขาหลอกให้เลื่อมใสมานาน แล้วเพิ่งรู้ตัว

ด้วยเหตุนี้แหละทำให้ไม่คิดว่านโยบายทางการศึกษาดีๆจะสำเร็จได้ เช่น นโยบายของนายพงษ์พิศาล ชินสำราญ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ปราจีนบุรี เขต 1 ที่ประกาศต่อครูและบุคลากรทางการศึกษาในสังกัด(มติชน ฉบับวันอังคารที่ 10 พฤศจิกายน 2552 หน้า 28) มีบางข้อว่า

อ่านออก “รณรงค์ให้นักเรียนตั้งแต่ ชั้น ป. 3 ขึ้นไป อ่านหนังสือออกทุกคน โดยการทำงานเป็นทีมของครูทั้งโรงเรียน ใช้โครงการหมอสอนอ่านเป็นตัวเสริม”

    แสดงออก “ยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของเด็กเรียนอ่อน หรือเด็กหลังห้อง โดยจัดกิจกรรมเข้าค่ายและเวทีวิชาการให้แสดงออก เพื่อสร้างแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์”

แต่ ผอ. โรงเรียนบางแห่ง(หรือหลายแห่งก็ไม่รู้) ใน จ. ปราจีนบุรี “ไม่สอนหนังสือ ไม่อ่านหนังสือ” เลยไม่สร้างแรงจูงใจอะไรทั้งนั้น แล้วจะสัมฤทธิ์สำเร็จ        อย่างไร?

รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ มีภาระ 3 ข้อ เพื่อส่งเสริมการอ่าน แล้วมี 1 ใน 3 คือ สร้างนิสัยรักการอ่าน ต้องทำให้ได้ภายใน 1-2 ปีนี้ ให้คนไทยอ่านหนังสือเพิ่มขึ้น

เมื่อแรกฟังวิธีการรัฐมนตรีศึกษาส่งเสริมการอ่านและสร้างนิสัยการอ่าน  ก็ชื่นชมชื่นชอบแล้วช่วยเชียร์ไม่ชักช้า ครั้นได้ประสบการณ์ตรงเผงเข้าที่หน้าแงเป็นผื่นแดงแจ๋ เรื่อง ผอ. โรงเรียน (บางแห่ง บางคน) ที่ปราจีนบุรี ก็เปลี่ยนใจ

“ถ้าทำสำเร็จ ชื่อประเทศไทยจะได้บันทึกในสถาบันสถิติโลกทุกสำนักมิต้องสงสัย การอ่านของไทยจะได้ชื่อว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ใหม่ของโลกตลอดกาล”  มกุฏ อรฤดี และ มูฮมัด บิน มูดอ เขียนไว้ในบทความเรื่องสิ่งมหัศจรรย์ใหม่ของโลก (2 ตอนจบ พิมพ์ในโพสต์ ทูเดย์ ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 5-วันศุกร์ที่ 6 พฤศจิกายน 2552)

นอกจากนี้ผมยังอ่านแนวคิดและวิธีการ“การอ่าน” และ“หนังสือแห่งชาติ” ของ มกุฏกับมูฮมัด ในมติชนสุดสัปดาห์(ฉบับวันที่ 6-12 พฤศจิกายน 2552 หน้า 79) พร้อมไปด้วย เลยไม่หวังอะไรเลยจากระบบการศึกษาไทย

แม่ปู(พ่อปู)กับลูกปู เมื่อครูไม่อ่าน นักเรียนลูกหลานก็อ่านไม่ได้ เลยรู้ไม่เท่าทันโลกและชีวิต

โรงเรียนมีแต่ ผอ. ผู้บริหารการศึกษา “ไม่สอนหนังสือ ไม่อ่านหนังสือ” เลยไม่มีครูผู้สอนหนังสือและอ่านหนังสือ เด็กเอ๋ย เด็กน้อยก็คอยครูสอน แล้วอยากอ่านออกเขียนได้ให้รู้เท่าทันโลกและชีวิต ก็ต้องนั่งตั้งคอรอคอยต่อไปไม่มีกำหนด