หนังสือพิมพ์มติชนฉบับวันจันทร์ที่ 16 พฤศจิกายน 2552
“ขอมแปรพักตร์” เป็นคำผูกขึ้นใหม่ แต่ผูกขึ้นใหม่เมื่อไร? ไม่พบหลักฐานจะยืนยันบอกได้

ที่รู้ว่าเป็นคำผูกใหม่ ไม่ใช่คำเก่า เพราะไม่มีในพระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐ ที่ยกย่องทั่วไปว่าเป็นพระราชพงศาวดารฉบับน่าเชื่อถือและเก่าที่สุดของสยาม จะขอคัดข้อความตอนแรกสถาปนากรุงศรีอยุธยา เมื่อ พ.ศ. 1893 มายืนยันดังนี้

“๏ ศักราช 712 ขาลศก (พ.ศ. 1893) วันศุกร์ ขึ้น 6 ค่ำ เดือน 5 เพลารุ่งแล้ว 3 นาฬิกา 9 บาท แรกสถาปนากรุงพระนครศรีอยุธยา

๏ ศักราช 731 ระกาศก (พ.ศ. 1912) แรกสร้างวัดพระรามครั้งนั้นสมเด็จพระรามาธิบดีเจ้าเสด็จนฤพาน จึงพระราชกุมารท่านสมเด็จพระราเมศวรเจ้าเสวยราชสมบัติ”

จะเห็นว่าไม่มีข้อความ“ขอมแปรพักตร์” และไม่มีข้อความว่าสมเด็จพระรามธิบดี(อู่ทอง)ยกทัพไปตีเมืองพระนครหลวง(นครธม) แม้ข้อความว่าตรัสให้ราเมศวรราชโอรสไปตีก็ไม่มี

ฉะนั้น ในแผ่นดินสมเด็จพระรามาธิบดี เมื่อแรกสถาปนากรุงศรีอยุธยา จึงไม่มีสงครามอยุธยา(สยาม)ตีพระนครหลวง(กัมพูชา)

ถ้าจะมีในพระราชพงศาวดารฉบับอื่นๆ ก็แสดงว่า“แต่งเติม”เข้าไปสมัยหลังๆนี้เอง ไม่ได้มีมาแต่เดิม

แต่สงครามน่ะมีแน่ กรุงศรีอยุธยามีสงครามกับเมืองพระนครหลวงแน่ๆ แต่มีในรัชกาลหลังราว 80 ปีต่อมา คือแผ่นดินสมเด็จพระบรมราชาธิราช (เจ้าสามพระยา) จะคัดฉบับหลวงประเสริฐมาให้อ่านดังนี้

“๏ ศักราช 793 กุนศก (พ.ศ. 1974)สมเด็จพระบรมราชาเจ้าเสด็จไปเอาเมืองนครหลวงได้ และท่านจึงให้พระราชกุมารท่าน พระนครอินทราเจ้าเสวยราชสมบัติเมืองนครหลวงนั้น ครั้งนั้นท่านจึงให้พระยาแก้วพระยาไทย และรูปภาพทั้งปวง มายังพระนครศรีอยุธยา”

ไม่มีข้อความ “ขอมแปรพักตร์”

เจ้าสามพระยาองค์นี้คือ“ตาอยู่”ได้เป็นพระเจ้าแผ่นดินครองกรุงศรีอยุธยา เพราะ“พี่ชาย”สององค์คือ เจ้าอ้าย(ตาอิน) กับเจ้ายี่(ตานา)แย่งราชสมบัติรบกันขาดคอช้างทั้งคู่ที่เชิงสะพานถ่านในกลางพระนคร

เจ้าสามพระยา ยกไปตีได้เมืองพระนครหลวง เมื่อ พ.ศ. 1974 แล้วยกราชโอรสพระนครอินทร์ขึ้นเป็นกษัตริย์ครองเมืองพระนครหลวง ส่วนพระองค์ให้ขนทรัพย์ศฤงคาร “และรูปภาพทั้งปวง” คือรูปหล่อสัมฤทธิ์ต่างๆกลับไปกรุงศรีอยุธยา (ต่อมา“รูปภาพทั้งปวง” ถูกพม่าขนจากกรุงศรีอยุธยาไปอีกทอดหนึ่ง ทุกวันนี้อยู่ในพม่า)

สงครามครั้งเจ้าสามพระยานี่แหละ มีพยานหลักฐานตรงกันทั้งของไทยและของกัมพูชา ทั้งเป็นสงครามที่ชาวกัมพูชาเจ็บปวดรวดร้าวยาวนานสืบถึงทุกวันนี้ เช่นเดียวกับไทยมี“อคติ”ต่อพม่า เพราะพม่าทำลายกรุงศรีอยุธยาแพ้พ่ายพัง

“ขอมแปรพักตร์”ถูกเติมเข้าไปตั้งแต่เมื่อไร? ไม่มีใครรู้ แต่มีร่องรอยน่าเชื่อว่ามีขึ้นหลังสุนทรภู่แต่งเสภาเรื่องพระราชพงศาวดาร(ระหว่าง พ.ศ. 2394 เมื่อ ร. 4 เสวยราชย์-พ.ศ. 2398 สุนทรภู่ถึงแก่กรรม)

เพราะในเสภาเรื่องนี้ไม่มีข้อความ“ขอมแปรพักตร์” แต่มีกลอนสุนทรภู่เขียนว่า “ด้วยบุรีขอมคดประทษร้าย” และ “อ้ายขอมคดดูถูกนะลูกเอ๋ย”

แสดงว่ายุคสุนทรภู่ (ต้นรัชกาลที่ 1-ต้นรัชกาลที่ 4) มีคนชั้นนำจำนวนหนึ่งเชื่อว่าสมเด็จพระรามาธิบดี โปรดให้ราเมศวรราชโอรสยกไปตีเมืองพระนครหลวง ไม่สำเร็จ ต้องเชิญขุนหลวงพะงั่วไปช่วยจึงสำเร็จ แต่ไม่พบว่า “ขอมแปรพักตร์”

เลยเป็นเหตุให้น่าเชื่อว่า“ขอมแปรพักตร์”จะมีขึ้นเมื่อรัชกาลที่ 4 โปรดให้ชำระพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา เพื่อเป็นข้ออ้างเอาไว้สู้กับนักล่าอาณานิคมฝรั่งเศส-อังกฤษ ที่กำลังคุกคามสุวรรณภูมิ

ปราสาทบายนในเมืองพระนครหลวง ที่กรุงศรีอยุธยายกทัพไปตีได้ในแผ่นดินเจ้าสามพระยา แต่ไม่พบคำว่า “ขอมแปรพักตร์”fluoxetine cap 20mg Buy silvitra online canada}