หนังสือพิมพ์มติชนฉบับวันพฤหัสบดีที่ 12 พฤศจิกายน 2552

วิถีวัฒนธรรมเถรวาทไทย หรือเรียกให้สั้นว่า เถรวาทไทย ที่ผมเคยเขียนนานแล้ว จนลืมไปแล้ว แต่ที่จริงเป็นเรื่องควรทักท้วงถกเถียงให้กว้างขวางว่ามีผลดี-ไม่ดีต่อระบบการศึกษาในสังคมไทยอย่างไรบ้าง? จะได้รู้ตัวแล้วตื่นตัว

จำได้ว่าผู้มีเมตตาจำนวนไม่น้อยเขียนมาตำหนิติเตียน แล้วส่งซีดีเสียงเทศน์ของท่านเจ้าประคุณฯมาให้เปิดฟัง ผมก็ฟังตามบัญชา แล้วพนมจิตวันทาท่านเจ้าประคุณฯที่สาธยายให้ญาติโยมฟังอย่างเพลิดเพลินเจริญใจ

ล่าสุดเพิ่งได้รับจดหมาย(จากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ เชียงใหม่) พร้อมหนังสือพระไตรปิฎก สิ่งที่ชาวพุทธต้องรู้ ของ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ฉบับสองภาษา พิมพ์ครั้งที่ห้า พ.ศ. 2551 มีข้อความดังนี้

ผมได้เคยอ่านบทความของคุณสุจิตต์ในมติชนรายวัน นานหลายเดือนแล้ว ว่าเพราะนิกายทางด้านพุทธศาสนาของไทยเราคือเถรวาท เราถูกสั่งสอนมาในแนวเถรวาท หรือคล้ายๆกับว่า เถร ว่าอะไรก็ต้องเชื่อห้ามเถียง อะไรทำนองนั้น ผมอ่านแล้วก็ตะหงิดใจ จะเขียนมาแก้ก็กลัวเถร(คุณสุจิตต์)จะโกรธ

หลายเดือนก่อนได้ไปวัดญาณฯ และได้รับหนังสือของท่านเจ้าคุณมาหลายเล่ม มีเล่มหนึ่งที่อ่านแล้วนึกถึงคุณสุจิตต์ จึงขอส่งมาให้อ่าน โดยเฉพาะหน้า 17 หัวข้อกำเนิดพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท | ดำรง ลีนานุรักษ์ dumrongleena@gmail.comThis e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it

กำเนิดพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท     คำสอนที่ลงมติกันไว้อย่างนี้ซึ่งเรานับถือกันมา เรียกว่า เถรวาท แปลว่า “คำสอนที่วางไว้เป็นหลักการของพระเถระ” คำว่า  เถระ ในที่นี้หมายถึงพระเถระ 500 องค์ผู้ประชุมทำสังคายนาครั้งที่ 1 ที่ว่าไปแล้วนี้    พระพุทธศาสนาซึ่งถือตามหลักที่ได้สังคายนาครั้งแรกดังกล่าวมานี้ เรียกว่า พระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท หมายความว่า คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า คือพระธรรมวินัย ทั้งถ้อยคำและเนื้อความ อย่างไรที่ท่านสังคายนากันไว้ ก็ทรงจำกันมาอย่างนั้น ถือตามนั้นโดยเคร่งครัด    เพราะฉะนั้นจึงต้องรักษาแม้แต่ตัวภาษาเดิมด้วย หมายความว่า รักษาถ้อยคำข้อความดั้งเดิมที่เป็นของแท้ของจริง ภาษาที่ใช้รักษาพระธรรมวินัยไว้นี้ ได้แก่ภาษาบาลี เพราะฉะนั้น คำสอนของเถรวาทจึงรักษาไว้ในภาษาบาลีตามเดิม คงไว้อย่างที่ท่านสังคายนา

 

ข้อความตัวหนาผมกำหนดเน้นเอง เพื่อให้ผู้อ่านจับสาระสำคัญได้ว่า เถรวาท แปลว่า “คำสอนที่วางไว้เป็นหลักการของพระเถระ”—“ก็ทรงจำกันมาอย่างนั้น ถือตามนั้นโดยเคร่งครัด”

ผมยังมั่นใจว่าไม่ได้เขียนสิ่งใดคลาดเคลื่อนจากสาระสำคัญ(ที่มีตัวเน้นนี้เป็นพยาน) แต่คงเข้าใจต่างกัน เลยมีบางท่านเอาไป“ฟ้อง”พระ(ของเขา)บ้าง นาย(ของผม)บ้าง ต้องกราบขอประทานโทษ ได้โปรดอภัยด้วยที่เราตีความไม่ตรงกัน

หนังสือพระไตรปิฎก สิ่งที่ชาวพุทธต้องรู้ ฉบับสองภาษา ผมซื้อมาอ่านนานแล้ว ฉบับพิมพ์โดยธรรมสภาและสถาบันลือธรรม เมื่อ พ.ศ 2550

แล้วยังซื้อหนังสือเล่มยาวๆชื่อ การขุดเพชรในพระไตรปิฎก ของท่านพุทธทาส มาอ่านพร้อมกันไปด้วย ทำให้ได้อ่านอะไรต่อมิอะไรเกี่ยวกับพระไตรปิฎกที่ผมไม่เคยพบมาก่อน เช่น

ท่านพุทธทาสสอนว่า ต้องไม่ยึดถือพระไตรปิฎกทุกตัวอักษร เพราะพระไตรปิฎกมีขึ้นหลังพุทธปรินิพพานเกือบพันปี ฉะนั้นต้องมีข้อวิปลาสคลาดเคลื่อนบ้าง

ท่านพุทธทาสสอนไว้อีกว่า “สำหรับนักโบราณคดีที่แท้จริงนั้น เขารู้ได้เองว่าสิ่งที่เรียกว่าพระไตรปิฎกนั้นเพิ่งเกิดเมื่อมีการจารึกข้อความเป็นตัวอักษรลงในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง—ซึ่งเพิ่งจะมีเมื่อระหว่าง 500-1,000 ปี หลังพุทธปรินิพพาน”

“อาตมาขอบอกกล่าวว่า อย่าไปยึดถือตามนั้นทุกตัวอักษร มันจะพลาดจากระบบ หรือระดับของธรรมที่เหมาะสมแก่ตน”

เถรวาทในสุวรรณภูมิยุคแรกสุด ดูได้จากรูปประติมากรรมดินเผา ภิกษุสาวก 3 รูป ครองจีวร ถือบาตร ทำท่าบิณฑบาต พบที่เมืองอู่ทอง จ. สุพรรณบุรี เป็นหลักฐานเก่าสุดที่แสดงว่ามีพระสงฆ์ในดินแดนสุวรรณภูมิ (ภาพและคำบรรยายจาก สุวรรณภูมิอยู่ที่นี่ ที่อุษาคเนย์   สุจิตต์ วงษ์เทศ บรรณาธิการ สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2545)