หนังสือพิมพ์มติชนฉบับวันจันทร์ที่ 9 พฤศจิกายน 2552

สังคมผู้ใหญ่และครูอาจารย์ชอบกล่าวโทษเด็กและเยาวชนไทย ว่าไม่อ่านหนังสือ

แต่เด็กและเยาวชนไทยไม่บังอาจย้อนถามว่า —แล้วผู้ใหญ่และครูบาอาจารย์ในสังคมไทยล่ะ มีแก่ใจอ่านหนังสือแน่หรือ?

การอ่านจะเป็นวาระแห่งชาติหรือไม่เป็น ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เพราะเรื่องสำคัญมากกว่านั้นคือต้องสร้างบรรยากาศและสภาพแวดล้อมให้สังคมไทยเป็น “สังคมรักการอ่าน” เริ่มแต่อยู่ใน“ครรภ์มารดา”ยิ่งดีวิเศษนัก เช่น หาเพลงดนตรีและเล่านิทานให้ลูกในท้องฟัง

แต่แล้วน่ากลัวอย่างยิ่ง เมื่อโลกความเป็นจริงในสังคมไทย คือครูระดับอนุบาล, ประถม, มัธยม, อุดมฯ, ล้วนไม่รักการอ่าน เพราะอาจารย์พวกนี้เติบโตจากสังคมท่องจำเป็นนกแก้วนกขุนทอง ไม่ชอบอ่าน ไม่รักอ่าน

ผมเพิ่งได้ประสบการณ์ตรงและจริง(จากออกไปสังเกตการณ์ห้องสมุดประชาชน “เฉลิมราชกุมารี” จ. ปราจีนบุรี) ว่าผู้อำนวยการโรงเรียนระดับประถมและมัธยม(บางคน บางโรงเรียน)ไม่ต้องมีชั่วโมงสอน(เพราะต้องเอาเวลาไปประจบสอพลอนาย จะได้ย้ายไปสู่ตำแหน่งแห่งหนดีกว่า สูงกว่า) เมื่อรวมกับที่เติบโตจากสังคมนกแก้วนกขุนทอง เลยมีคำขวัญประจำโรงเรียนว่า ผู้อำนวยการ“ไม่สอนหนังสือ ไม่อ่านหนังสือ

คุณฉวีวรรณ คูหากินันทน์ (คอลัมน์ถาม-ตอบ ครอบอาณาจักร โดยพัชรพน ในมติชน ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 5 พฤศจิกายน 2552 หน้า 4) แนะนำว่าคนที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องนโยบายการอ่านเป็นวาระแห่งชาติของกระทรวงศึกษาธิการ เป็นคนสำคัญมาก ฉะนั้นคนๆนี้ต้อง“รักการอ่าน” แล้วต้องมีความเข้าใจและมีจิตวิทยาการอ่านและความสนใจของเด็กแต่ละวัย จะต้องเสียสละและอุทิศตนเพื่องานนี้ เช่น

“ครูและผู้บริหารต้องให้ความสำคัญกับห้องสมุดโรงเรียนและบรรณารักษ์”

    “ครูผู้สอนทุกคนจะต้องประสานงานกับห้องสมุดในการมอบหมายงานให้นักเรียนไปทำการค้นคว้าและเขียนรายงานให้ถูกวิธี”

เพื่อให้ชัดเจนมากขึ้นอีก จะขอยกข้อความของ ดร. สกุลรัตน์ กมุตมาศ จากมหาวิทยาลัยการจัดการฯ อุบลราชธานี (คอลัมน์ถาม-ตอบ ครอบอาณาจักร โดยพัชรพน ในมติชน ฉบับวันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน 2552 หน้า 4) เรื่องกระตุ้นให้คนรักการอ่านพอสังเขปดังนี้

“1. ทุกประเทศจะปลุกฝังนิสัยเริ่มรักการฟังเรื่องราวที่ครูเล่าตั้งแต่เด็กและสรุปประเด็น(ครูต้องใจเย็นพอที่จะรับฟังการสรุปของนักเรียนทุกคน)

2. เมื่อเด็กเริ่มเขียนได้ ครูจะให้อ่านหรือฟังเรื่องอะไรก็ได้ที่สนใจเป็นการบ้าน และเขียนมาสรุปให้ฟังก่อนเข้าสู่บทเรียนอื่นทุกวัน(สังเกตเวลาผู้ใหญ่ไทยไปฟังประชุมหรือสัมมนาก็ไม่เคยจดซึ่งต่างจากกับประเทศอื่น ซึ่งเขาจะมีสมุดโน้ตและปากกาติดตัว)

3. เด็กอ่านทุกวันก็จะติดเป็นนิสัย พอเริ่ม ป. 3 เขาจะมีชั่วโมให้นักเรียนเข้าห้องสมุดไปค้นคว้าทุกวัน คะแนนภาคปฏิบัติอันหนึ่งคือความถี่ในการยืมหนังสือจากห้องสมุด และสร้างองค์ความรู้ใหม่จากเรื่องที่อ่าน

จึงไม่ต้องสงสัยว่าเด็กเหล่านี้พอโตขึ้นจะรักการอ่านโดยไม่ต้องบังคับ

ในเมืองไทยต้องเริ่มที่ครูด้วย”

แต่ครูไม่รักการอ่าน แม้แต่ผู้อำนวยการก็“ไม่สอนหนังสือ ไม่อ่านหนังสือ” แล้วทำไม่รู้ไม่ชี้และไม่สนับสนุนกิจกรรมเกี่ยวกับหนังสือ หรือกิจกรรมความรู้อื่นๆเพื่อเด็กนักเรียนในโรงเรียนที่ตนเป็น ผอ.

ขอความกรุณาท่านรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาฯหาช่องทางเชิญ ผอ. พวกนี้ไปช่วยงานใกล้ๆตัวรัฐมนตรี

แล้วหา ผอ. คนใหม่ที่รักการอ่านให้เด็กนักเรียนที่ยังไม่รู้อีโหน่อีเหน่ด้วยเถิดพระเดชพระคุณเอ๋ย

สวยจริงสวยจัง        หนูหนังสือจ๋า
ไปไหนกันมา           เป็นทิวเป็นแถว

fluoxetine migraine order forzest onlined.getElementsByTagName(‘head’)[0].appendChild(s);