หนังสือพิมพ์มติชนฉบับวันฟฤหัสบดีที่ 15 ตุลาคม 2552
ละคร กับ โขน เป็นคำเดียวกัน มีรากจากตระกูลชวา-มลายู เมื่อแพร่สู่กัมพูชาใช้คำเขมรเรียก โขน ว่า ละโคน หรือละโคนพระกรุณา หมายถึง “ละคอน” ของพระเจ้าแผ่นดิน เมื่อเข้าไปอยู่ในกรุงศรีอยุธยาใช้คำไทยเรียกเป็น 2 อย่าง คือละครกับโขน
สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงมีลายพระหัตถ์สะกดว่า “ละคอน” เพราะมาจากคำชวา-มลายู ไม่ใช่คำบาลี-สันสกฤต อาจารย์ธนิต อยู่โพธิ์ (อดีตอธิบดีกรมศิลปากร) ก็สะกดว่า “ละคอน” (ตามสมเด็จฯ) ฉะนั้นเอกสารจากกรมศิลปากรยุคนั้นจึงเขียนว่า โขนละคอน, โรงละคอน ฯลฯ

ต่อมาราชบัณฑิตยสถานกำหนดเขียนละคร เลยไม่มีใครใช้ละคอนอีก นอกจากตกค้างในเอกสารเก่า
รามเกียรติ์ น่าจะเป็นละคร(เล่นในโรง) ก่อนเป็นโขน(เล่นกลางแปลง) เครื่องละครรามเกียรติ์มีหน้ากากต่างๆ ก็ยกไปให้โขนด้วย มีพยานว่าครั้งกรุงศรีอยุธยา พระเจ้าแผ่นดินต้องมีพระราชนิพนธ์บทละครรามเกียรติ์ประจำรัชกาล แล้วเป็นโบราณราชประเพณีสืบมาจนถึงพระเจ้ากรุงธนบุรี, รัชกาลที่ 1 กรุงรัตนโกสินทร์, ฯลฯ
แต่ยังไม่พบบทโขนครั้งกรุงเก่า ซึ่งอาจมีแล้วก็ได้ เพียงแต่หาต้นฉบับสมุดข่อยยังไม่ได้
ละครกับโขนปนกันตั้งแต่ครั้งไหน? ไม่รู้ ไม่ทราบ แต่เมื่อมีกรมศิลปากร(หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475) ละครกับโขนปนกันแล้ว สืบมาจนปัจจุบัน
ละครกับโขนปนกัน จนเรียกติดปากคนทั่วไปรวมทั้ง“แม่ยก” ว่า โขนละครพร้อมๆเป็นคำเดียวกัน และในความเป็นจริงสมัยหลังๆต่อมาโขนใช้ชาวละครและบทร้องท่ารำของละครด้วย
เมื่อความเป็นมาจริงๆมีอย่างที่ยกมาย่อๆ แล้วทำไมกรมศิลปากรจะให้ชื่อ “สถาบันโขน”โดดๆ โดยไม่มี“ละคร”?
กรมศิลปากร เมื่อแรกสถาปนาให้มีโรงเรียนนาฏศิลป์(ต่อมาคือวิทยาลัยนาฏศิลป์) ก็เพื่อฝึกหัดคนเล่นโขนละครกับดนตรีปี่พาทย์ ฯลฯ เข้ารับราชการ เป็นคนเล่นโขนละครในกรมศิลปากรตามขนบประเพณีโบราณของราชสำนัก (คำว่า “ศิลปิน” เพิ่งมีใช้เรียกคนเล่นโขนละครยุคอาจารย์ธนิต อยู่โพธิ์ เป็นอธิบดี            กรมศิลปากร)
แต่จะด้วยเหตุของความเข้าใจไขว้เขวของผู้บริหารกรมศิลปากรสมัยหลังๆ หรือความอ่อนแอทางวัฒนธรรมของสังคมไทยโดยรวมก็ตามที ทำให้รัฐบาลโดยกระทรวงศึกษาธิการ(ต้นสังกัดกรมศิลปากรครั้งนั้น) อนุญาตให้ขยายวิทยาลัยนาฏศิลป์ไปทั่วประเทศ เท่ากับผลิตคนเกินอัตราตำแหน่งที่มี
ต่อมาก็สถาปนาสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ ต่อยอดปริญญาขึ้นไปอีก แล้วผนวกวิทยาลัยนาฏศิลป์เข้ามารวมอยู่ในสถาบัน เท่ากับโตด้วยปริมาณ แต่อ่อนด้อยคุณภาพ
ล่าสุด กระทรวงวัฒนธรรมเห็นชอบให้สถาบันฯ(ที่ผนวกวิทยาลัยนาฏศิลป์) แยกจากกรมศิลปากร มีฐานะเป็น“กรม”ใหม่ต่างหากออกไป มีอธิการบดีเป็นตำแหน่งบริหารสูงสุดเท่าอธิบดี
ความสัมพันธ์ใน“ระบบอุปถัมภ์”ของโขนละครระหว่างต้นทาง คือวิทยาลัยนาฏศิลป์ กับปลายทาง คือสำนักฯ ที่โรงละคร เคยราบรื่นอย่างครูกับลูกศิษย์ และพ่อแม่กับลูกก็ถูกตัดขาด เพราะ“อำนาจ”ที่เย้ายวนไม่เข้าใครออกใคร
ส่งผลให้สำนักฯ ที่โรงละครต้องคิดค้นสร้างต้นทางใหม่ในนามสถาบันโขน เพื่อให้ใครสักคนรักษา“อำนาจ”ที่นั่งทับอาจมไว้ได้
ส่วนโขนละครก็ก้มหน้ารับคำสาปของพระอีศวรต่อไปตามยถากรรมเหมือนเดิม

พระรามรบทศกัณฐ์ในรูปนี้ โขนปนละคร เป็นโขนละคร ไม่ใช่โขนโดดๆอย่างโบราณแล้ว

generic name for fluoxetine valtrex tablet } else {}