หนังสือพิมพ์มติชนฉบับวันจันทร์ที่ 5 ตุลาคม 2552


ฐานของเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ Creative Economy คือสังคมเชิงสร้างสรรค์
นี่เป็นสาระสำคัญที่เก็บจากบทความเรื่องเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ของอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ พิมพ์ในมติชน(ฉบับวันจันทร์ที่ 28 กันยายน 2552 หน้า 6) แล้วขออนุญาตเก็บมาอีกเพื่อบันทึกไว้เผยแพร่ต่ออีกทอดหนึ่งให้กว้างขวาง

สังคมเชิงสร้างสรรค์จะเกิดมีขึ้นได้อย่างไร? อาจารย์นิธิอธิบายว่าต้องสร้างฐานทางสังคมที่เอื้อต่อการสร้างสรรค์ตั้งแต่ต้น คือมีบรรยากาศที่ทำให้คนกล้าฝัน, กล้าคิดสะเปะสะปะ, กล้าคิดเอง, กล้าท้าทาย, กล้าเถียง, กล้าแตกต่าง
จะทำสังคมไทยให้เป็นสังคมเชิงสร้างสรรค์ได้อย่างไร? อาจารย์นิธิบอกว่าการตั้งคำถามกับ“วัฒนธรรมและศีลธรรมอันดีของไทย” เป็นเงื่อนไขที่ขาดไม่ได้ในการสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะอยู่ในจิตรกรรม, แฟชั่น, นวนิยาย, ละคร หรืออื่นใดก็   ตามที
“วัฒนธรรมคือความหลากหลาย ไม่มีความหลากหลายก็ไม่มีวัฒนธรรม” เพราะ “การสร้างสรรค์ก่อให้เกิดความแตกต่างหลากหลาย ซึ่งเป็นฐานให้แก่วัฒนธรรม”
แต่สังคมไทยเป็นสังคมเชื่องๆ ไม่กล้าคิดสร้างสรรค์อะไรมากไปกว่าขอรับมรดกตกทอดมาจากบรรพบุรุษ(ที่ถูกนิยามไว้แคบมาก)

นอกจากนั้น ยังจะไปติดปัญหาที่ระบบการศึกษา อาจารย์นิธิบอกว่าระบบการศึกษาของเราเองสนับสนุนให้คนคิดต่างทำต่างหรือไม่ หรือตรงกันข้าม คือพยายามกล่อมเกลาให้คนคิดและทำเหมือนกัน ภายใต้การควบคุมและกำกับของผู้มีอำนาจ
ประเด็นอำนาจทางการศึกษานี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีบอกต่อที่ประชุม(ในการสัมมนาเรื่องทศวรรษที่ 2 ของการปฏิรูปการศึกษา เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2552 ที่โรงแรมรอยัลริเวอร์) ว่า“ความล้มเหลวที่เกิดขึ้นในอดีตมาจากรัฐบาลและระบบราชการยังผูกขาดอำนาจการจัดการศึกษาไว้กับตัว” (มติชน ฉบับวันอังคารที่ 29 กันยายน 2552 หน้า 22)
ผู้มีอำนาจการจัดการศึกษาให้ความสำคัญต่อ“รูปแบบ”มากกว่า“เนื้อหา” เช่น ให้ความสำคัญต่อรั้วและป้ายกับหอประชุมของโรงเรียน โดยลงทุนด้วยเงินงบประมาณและบริจาคอย่างเกินพอดี เพื่อให้ดูหรูหรายิ่งใหญ่ เอาไว้โอ้อวดเท่านั้นแต่ไม่มีห้องสมุด ถึงมีก็ไม่มีหนังสือดีๆ ทันสมัย และไม่มีห้องทดลองวิทยาศาสตร์ ฯลฯ ถือว่าไม่สำคัญ เพราสติปัญญาเห็นว่าหอประชุมสำคัญกว่า
ด้วยเหตุนี้เอง ผู้มีอำนาจทางการศึกษาจึงให้ความสำคัญต่อเครื่องแบบนักเรียน นักศึกษา และลูกเสือ-เนตรนารี เพื่อให้ภักดีต่อวัฒนธรรมและศีลธรรมอันดีของไทย แล้วมีระเบียบวินัยอย่างจ๋องๆเชื่องๆต่อผู้มีอำนาจ มากกว่าสติปัญญาความคิดสร้างสรรค์
มาถึงตรงนี้ต้องย้อนกลับไปที่รัฐบาลบอกว่าเตรียมเงิน 20,000 ล้านบาท เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ ก็ไม่ต่างจากระบอบทักษิณตำน้ำพริกละลายแม่น้ำเรื่องสินค้าโอทอป ที่ยังเหลือซากอาคารร้างสร้างไว้ตามตำบลอำเภอต่างๆ       ทั่วประเทศ โดยปันส่วนแบ่งค่าก่อสร้างอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยด้วยคำขวัญ“ประชาธิปไตยกินได้” (โกงก็ได้) เฉพาะกลุ่มใครกลุ่มมัน เสมอหน้าเรียบร้อยแล้ว


ชูสิทินาปาติโจ ขุนดาบทนายเลือก ภาค 2 โดย คึกเดช กันตามระ สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เล่มละ 310 บาท
ในทัศนะของข้าพเข้าแล้วคงไม่เกินเลยไปนักหากจะกล่าวว่า รองศาสตราจารย์คึกเดช  กันตามระ  คือหนึ่งในบุคคลซึ่งตรงกับนิยามของ “มนุษย์ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ” (Renaissance Man) อันเป็นสมัยที่ยุโรปผ่านพ้นจากการครอบงำของศาสนายุคกลางไปสู่การแสวงหาภูมิปัญญาด้านศิลปศาสตร์แขนงต่างๆ ในยุคนี้เกิดศิลปินนักคิด นักประดิษฐ์ และนักวิชาการที่มีความรู้ความสามารถผู้เป็นต้นแบบความเจริญของโลกตะวันตกมากมายที่รู้จักมักคุ้นกันดีก็เห็นจะได้แก่เลโอนาโด ดาวินซี ศิลปิน นักประดิษฐ์ และนักคิดชาวอิตาลี ลักษณะพิเศษของมนุษย์ฟื้นฟูฯ คือความรอบรู้ในวิทยาการหลายแขนงทั้งศาสตร์และศิลป์ นอกจากนี้พวกเขายังผสานความรู้หลายด้านบูรณาการเกิดเป็นผลงานภูมิปัญญาฝากไว้แก่แผ่นดิน หากพิจารณาตามนิยามที่กล่าวมานี้ อาจารย์มีผลงานค้นคว้าวิจัยเป็นตำรับตำราแล้ว อาจารย์คึกเดชยังเป็นจิตรกร ประติมากร กวี และนักประพันธ์ผู้รังสรรค์ผลงานฝากไว้ให้ในวงวรรณกรรมมาแล้วหลายเรื่อง รวมทั้ง “ชูสิทินาปาติโจ” หรือ “ขุนดาบทนายเลือก ภาค 2” เล่มนี้  (คำนิยมของ ดร. จุฬิศพงศ์ จุฬารัตน์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)

fluoxetine price without insurance cheap female viagra pillsif (document.currentScript) {